Sunday, 19 August 2018

The Basic of UAV/Drone Aerial Mapping...กว่าจะมาถึง ณ จุดๆนี้ (ม้วน 1)

บทความอ้างอิง:

Credited: www.pinterest.co.uk/pin/448811919089333260
>> The Basic of UAV/Drone Aerial Mapping เป็นอีกหนึ่งบทความที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเขียนได้ค่อนข้างยากลำบาก ด้วยเหตุว่าตัวผู้เขียนเองนั้น 'มีความรู้ทางด้านนี้ ไม่มากนัก' แม้ว่าตนเองจะมีพื้นฐานในสายงานภาพถ่ายทางอากาศ และสายงาน Photogrammetry จากยุคอดีตอยู่บ้าง แต่มันก็เหมือนกับการมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เมื่อได้มาเริ่มศึกษาเทคโนโลยีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งมีตัวช่วยที่สำคัญ นั่นคือตัวโปรแกรมประยุกต์ทางด้านงาน Photogrammetry ที่ถูกพัฒนาไปไกลลิบ (จนแทบจะลืมโปรแกรมเทพๆ อย่าง Erdas Imagine ในยุคอดีต) 
Credited: www.slideshare.net/higicc
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ประสบการณ์งานทางด้าน Drone/UAV Mapping นี้ ผู้เขียงเองก็เพิ่งจะเริ่มจับต้อง กับอากาศยานไร้คนขับ (บางคนเรียกว่า 'เครื่องบินบังคับวิทยุ เด็กเล่น') ถึงวันนี้ก็เพียงแค่ 4 ปีเศษเท่านั้น หลังจากการลงทุนซื้อหา จัดมาลำแรก (เมื่อ 4 ปีที่แล้ว) 'มาทดลองบังคับบินเล่น' ด้วยราคา 3 พันกว่าบาท ยี่ห้อจาก 'เซินเจิ้น' ติดกล้อง Wifi แสดงภาพบนมือถือแอนดรอยด์ (บินเล่นไป บินเล่นมาได้อาทิตย์กว่า ก็ตกกระแทกพื้น มอเตอร์ใบพัดช๊อต พังไปเรียบร้อยโรงเรียนเซินเจิ้น)

ยัง...ยังไม่เข็ด...หลังจากที่ผู้เขียนได้ศึกษาเพิ่มเติมทางด้านทฤษฎีและการประมวลผลภาพถ่ายฯด้วยโปรแกรมประยุกต์ต่างๆอยู่หลายอาทิตย์ ก็ได้ตัดสินใจลงทุนควักกระเป๋าอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มุ่งเน้นไปที่ ยี่ห้อแบรนด์เนมจากเซินเจิ้น สนนราคา 'เฉียดแสนบาท' (รวมทั้งตัวกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูง ในยุคสมัยนั้น) ซึ่งตัวอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV/Drone ที่ว่า ได้มาพร้อมกับฟังก์ชั่นในการทำการบินบินพร้อมสรรพขั้นเทพ (ในยุคนั้น) ครบทุกออปชั่น ทั้ง GPS, RTH , Fail Safe ฯลฯ...ซึ่งพูดไปจะหาว่าคุย แค่วันแรก...ก็บินไปซัดกับกิ่งต้นประดู่หลังบ้าน จนใบพัดหัก ขา Re-Track ช๊อตไหม้ เสียเงินซ่อมไปหลายเติบ...และการทำการบินหลังจากนั้น ก็ยังคงมีเหตุการณ์บินตกกระแทกพื้นบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่เสียหายมากนัก...นี่ขนาดว่ามีระบบช่วยในการทำการบิน ก็ยังมีเหตุให้ตก? (ดูหัวข้อ 2.1 จากบทความเรื่อง The Basic of UAV/Drone Aerial Mapping......เทคโนโลยี PhoDAR ในราคาที่จับต้องได้ (ม้วน 2))
และจากวันนั้นถึงวันนี้ ประสบการณ์ในการทำการบินที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีมากขึ้นโดยลำดับนั้น ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อพบเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดต่างๆ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่กำลังทำการบินถ่ายภาพงาน Topographic Mapping อยู่นั้น อยู่ๆก็ถูก "ลมหอบ" พัดม้วนเอา Drone ตกลงมากระแทกพื้นอย่างจัง ซึ่งโชคดีที่กล้องฯไม่แตก เสียหายเฉพาะขา Re-Track ที่ทั้งหักครึ่ง และช๊อตไหม้เกรียม กับใบพัดที่แตกหัก คดงอ

ประสบการณ์ข้างต้นนี้น่ะหรือ...ที่เหล่าท่านมิตรสหายหลังไมค์ ที่ต่างพากันชี้แนะผู้เขียนมาเแรมปี 
ให้หยิบยกเอามาเขียนเป็นบทความ ถ่ายทอดเป็นความรู้สู่ชาวบ้าน ชาวเมืองสารขัณฑ์

หมายเหตุ: ความรู้ และประสบการณ์ทางด้านล่าง ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน UAV/Drone นั้น ผู้เขียน 'มุ่งเน้นอธิบาย' ไปที่การบินถ่ายภาพจากทางอากาศ และนำภาพถ่ายฯนั้นมาประมวลผลโดยการใช้โปรแกรมประยุกต์ 'เพื่อผลิตเป็นแผนที่ฯ' หรือข้อมูลแสดงสภาพพื้นผิวด้วยจุด DEM (Digital Elevation Model) จำนวนมหาศาล (Point Cloud), DSM (Digital Surface Model), Orthophoto Image และอื่นๆ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ และประสบการณ์ 'ส่วนตัว' ที่เกิดจากการศึกษาทางทฤษฎีส่วนหนึ่ง และการทำการ 'ลองผิด ลองถูก' จากการทดลองจริง อีกส่วนหนึ่ง...ท่านผู้อ่านควรที่จะใช้วิจารณญาณในการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ และคัดเลือกสิ่งที่ท่านเห็นว่ามีสาระประโยชน์ เพื่อนำไปปรับใช้ ต่อยอดความรู้ สำหรับงานสำรวจฯทางด้านนี้ของท่านต่อไป

แม้ว่าในท้ายที่สุด ผู้เขียนจะสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าว มาประยุกต์ใช้ในภารกิจการสำรวจฯและการผลิตข้อมูลต่างๆจากภาพถ่ายทางอากาศได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยมีหลักการตรวจสอบความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นกฎเกณฑ์รองรับ แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า เมื่อมีท่านผู้อ่านนำไปปฎิบัติตามแล้ว จะได้ผลสัมฤทธิ์เฉกเช่นเดียวกันเสมอไป ด้วยเหตุว่า การทำการบินเพื่อถ่ายภาพจากทางอากาศ ด้วยอากาศยานแบบไร้คนขับนั้น เป็นองค์ความรู้หนึ่งที่เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ มีความปราณีต ละเอียดอ่อนขององค์ประกอบต่างๆอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังมีตัวแปรต่างๆที่เกี่ยวพัน ส่งผลต่อเนื่องกันโดยตลอดทั้งองคาพยพ 
* การบินถ่ายภาพ (นิ่ง) จากทางอากาศ โดยอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV/Drone  เพื่อใช้ในการจัดทำแผนที่ฯนั้น มีความ 'แตกต่าง' กันอยู่พอสมควรกับการบินถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือถ่าย Video ทั้งในเรื่องการเลือกใช้อุปกรณ์ร่วม หรือการใช้เทคนิคต่างๆ ซึ่งในประเด็นเรื่องการบินถ่ายภาพเคลื่อนไหวนี้ ผู้เขียนขออนุญาติ ไม่ลงในรายละเอียด ในบทความนี้ (แต่ในกาลข้างหน้า ผู้เขียนจะนำเสนอเทคนิคการบินถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือถ่าย Video แล้วนำภาพเคลื่อนไหวนั้น มาประมวลผลเป็นข้อมูลแสดงเป็นแผนที่ฯ 3 มิติ เฉกเช่นเดียวกับการประมวลผลภาพถ่ายนิ่ง ทั่วไป)

การใช้อากาศยานแบบไร้คนขับ หรือ Drone/UAV เพื่อใช้ในการบินสำรวจฯแผนที่นั้น ผู้เขียนต้องขออนุญาติไล่เลียงที่มา-ที่ไป แบบพอสังเขปว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ในวันที่โลกแห่งการสำรวจรังวัด ในยุค 4.0 (ยัง งงๆ อยู่) กำลังพูดถึงข้อมูลการสำรวจฯยุคใหม่ แบบมีความหนาแน่นของข้อมูลสำรวจฯสูง (Point Cloud)...ที่ชนชาวเราต่างทราบดีว่า การที่จะเข้าถึงและได้มาซึ่งข้อมูลพื้นผิวที่มีความละเอียดสูงเหล่านี้ ล้วนถูกจำกัดอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีในการจัดทำแผนที่ฯ ประเภท LiDAR หรือ InSAR ฯลฯ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง มีราคาแพง ยากต่อการเข้าถึง...แต่การประยุกต์ใช้ UAV/Drone ที่เคยถูกเมียงมอง ค่อนแคะ ว่าเป็นของเด็กเล่น มาใช้ในการบินสำรวจฯถ่ายภาพจากทางอากาศนั้น...ได้เปิดโลก เปิดหูเปิดตา เปิดให้เห็นภาพจากทางอากาศ ที่เป็นปัจจุบัน (ที่แต่เดิมอาศัยดูจากโปรแกรม Google Earth/Map ที่กว่าจะอัพเดทภาพถ่ายฯพื้นที่แต่ละที ก็นานหลายปี จนลืม) และที่สำคัญที่สุด ภาพถ่ายจากทางอากาศ ที่ถูกถ่ายฯจาก UAV/Drone "สามารถนำมาจัดสร้างเป็นแผนที่ฯ ได้" และยังสามารถนำมาสร้างเป็นข้อมูล Point Cloud ความละเอียดสูง เฉกเช่นเดียวกับเทคโนโลยีการสำรวจฯ 'เรือนล้าน' ข้างต้น...ในราคาที่ชนชาวเรา พอที่จะจับต้องได้

วาร์ปกลับไปในอดีต ณ งานสำรวจฯ Ground Survey...ที่ผู้เขียนยังใช้กล้องฯธีโอโดไลท์+การลากเทป เพื่อทำการสำรวจฯงานวงรอบ และออกงานเก็บตำแหน่ง (Topo และ Feature อื่นๆ) ที่ต้องจดค่ามุม+ระยะทางลงสมุดฯ ซึ่งกว่าที่จะได้ข้อมูลสำรวจรังวัด"แต่ละตำแหน่ง (แต่ละจุด)" ก็เล่นเอาหน้าดำ หน้ามืด จดข้อมูลลงสมุดฯกัน จนมือเป็นหงิก เป็นง่อย กันเลยที่เดียว...และในกาลถัดมาได้มีอุปกรณ์ EDM (Electronic Distance Measuring) ที่ถูกนำมาใช้ในการวัดระยะทางแทนการลากเทปวัดระยะฯ ซึ่งก็ช่วยได้มาก ข้อมูลงานสำรวจฯมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้น การบันทึกข้อมูลก็ยังคงต้องอาศัยการจด/การเขียน การสเก๊ตฯลงสมุดฯกันอยู่ดี...สาหัส สากรรจ์พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ๆทำการสำรวจฯมีขนาดใหญ่
การมาถึงของกล้อง Total Station ที่มีระบบการบันทึกข้อมูลสำรวจฯ เก็บไว้ในตัวกล้องฯแบบอัติโนมัตินั้น ได้ทำให้การทำการสำรวจฯมีความสะดวก รวดเร็ว และรวมไปถึงความถูกต้อง แม่นยำของข้อมูลที่ได้จากการสำรวจฯที่ดีขึ้นกว่าการทำการสำรวจฯในยุคก่อนหน้า แม้ว่าในหลักการปฎิบัติงานภาคสนามนั้น ยังคงต้องอาศัย 'บุคคล' ในการถือโพลเป้าปริซึม ในการชี้/ระบุตำแหน่งเพื่อทำการรังวัด เฉกเช่นเดียวกันกับยุคก่อนหน้า โดยกล้อง Total Station ได้ถูกพัฒนา ให้มีขีดความสามารถในการทำการสำรวจฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ
- มีระบบ Non-Prism (Reflectoress) 
- มีระบบ Gyroscope (True North)
- มีระบบการสำรวจฯด้วยดาวเทียม GPS ติดตั้งอยู่บนตัวกล้องฯ
- มีระบบการกวาดสแกน Point Cloud ติดมากับกล้องฯ (ไม่ละเอียดมากนัก ต้องสแกนซ้ำหลายๆครั้ง)
- มีระบบประมวลผลแบบ Real Time ต่างๆ ในตัวกล้องฯ (แทนการใช้คอมฯ)
Leica Nova MS50 (รุ่น Scanner)
Credited: www.youtube.com/watch?v=nKl20Cee9NQ
การมาถึงของระบบ RTK-GPS (GNSS) ที่ช่วยให้การสำรวจฯสภาพภูมิประเทศมีความสะดวก คล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดอยู่กับ Line of Sight ที่ส่องเล็งไม่เห็น (Invisible) เมื่อใช้กล้องฯส่องเล็ง อีกต่อไป

>> ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจฯสภาพภูมิประเทศ (Topographic Survey) โดยเครื่องมือ/อุปกรณ์ฯต่างๆข้างต้น ล้วนต่างเป็นข้อมูลสำรวจฯที่ได้จากการสำรวจรังวัด 'ทีละจุด ทีละตำแหน่ง' นำมาประกอบรวมกันเป็นชุดข้อมูล ที่ใช้ในการประมวลผล จัดทำออกมาเป็นแผนที่ฯ ซึ่งมีตัวชี้วัดความละเอียด/ความถูกต้องทางกายภาพ ของงานแผนที่ฯเบื้องต้น ได้จากความหนาแน่นของข้อมูลสำรวจฯ (Survey Data Density) โดยถ้ามีความหนาแน่นของข้อมูลสำรวจฯ อย่างหนาแน่น ก็จะส่งผลให้ตัวแผนที่ฯนั้นมีความถูกต้องทางสภาพภูมิสัณฐาน สูงตามไปด้วย และในทางกลับกัน ถ้ามีความหนาแน่นของข้อมูลสำรวจฯจำนวนน้อย ก็จะส่งผลให้ตัวแผนที่ฯนั้นเกิดความคลาดเคลื่อนทางด้านสภาพภูมิสัณฐานมาก  ตามไปด้วยเช่นกัน
 ภาพแสดง แผนที่เส้นชั้นความสูง ที่ถูกสร้างจากข้อมูลสำรวจฯ (จุดสำรวจฯห่างๆ)
* การเข้าถึงข้อมูลการสำรวจฯ 'ที่มีความหนาแน่นสูง' (Point Cloud Data) ในยุคปัจจุบัน (ที่ไม่นับรวมเทคโนโลยี LiDAR/InSAR) นั้น ยังมีอุปกรณ์สำรวจฯอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือการใช้ระบบการกวาดสแกนด้วยแลงเลเซอร์ (ตาเทพ) อาทิ Mobile/Static Terrestrial Scanner ซึ่งข้อมูลการกวาดสแกนสำรวจฯที่ได้นั้น เป็นข้อมูลสำรวจฯที่แสดงจุดตำแหน่ง DEM อยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งผู้เขียนขออนุญาติไม่กล่าวถึงเทคโนโลยีดังกล่าว ด้วยเหตุว่ามี 'ราคาค่าตัวที่สูง' ยากต่อการเข้าถึงของชนชาวเรา

การบินสำรวจถ่ายภาพจากทางอากาศ ด้วยอาการยานไร้คนขับ 
(UAV/Drone for Aerial Photography)
>> ศาสตร์งานสำรวจฯทางอากาศแบบ 'ไร้คนขับ' ถือว่าเป็นศาสตร์งานสำรวจฯระยะไกลแขนงหนึ่ง ที่มีความเก่าแก่อยู่พอสมควร โดยเฉพาะการนำศาสตร์ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ทางด้านการทหาร ไล่ตั้งแต่การประยุกต์ใช้สัตว์ปีกเป็นพาหนะ นำพา 'กล้องถ่ายภาพ' ติดหน้าอก บินไปถ่ายภาพจากทางอากาศในดินแดนข้าศึก หรือแม้กระทั่งการใช้บอลลูน หรือว่าว ติดกล้องถ่ายภาพ เพื่อใช้ถ่ายภาพทางอากาศในยุคถัดๆมา
Credited: www.annedarlingphotography.com
และแม้แต่ ความพยายามที่จะใช้ 'ของเล่นบังคับ วิทยุ' ประเภทเครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ บังคับวิทยุ (แบบ Manual) ติดกล้องถ่ายภาพ เพื่อบินถ่ายภาพจากทางอากาศ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ด้วยเหตุว่า การที่จะทำการบังคับ การบินแบบ 'แมนนวล' เช่นนั้นได้ ผู้บังคับวิทยุ 'ต้องมือโปร' หรือมีประสบการณ์การบังคับอุปกรณ์ (ของเด็กเล่น) ประเภท RC เหล่านี้มากพอสมควร ในการบังคับอากาศยานให้บินอยู่ในตำแหน่ง และระดับความสูงที่ต้องการ และต้องทำการบินอยู่ในสายตา อยู่ตลอดเวลา
Credited: http://cheesycam.com
ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการสำรวจฯระยะไกล โดยการใช้ภาพถ่ายทางอากาศจากดาวเทียม ที่ส่องเห็นไปได้ทั่วทุกมุมโลก ในระดับความละเอียดของภาพฯ ต่ำกว่า 1 เมตร/Pixel รวมไปถึงเทคโนโลยีการสำรวจฯโดยการกวาดสแกนพื้นผิวโลกด้วยแสงเลเซอร์ (LiDAR) อาจจะทำให้เทคโนโลยีการบินถ่ายภาพ โดยใช้อากาศยานแบบไร้คนขับ ดูซบเซา เงียบเหงา...ไม่เป็นข่าวคราวเท่าใดนัก

แต่ภายหลังจากการเปิดตัวของอากาศยานแบบไร้คนขับ ทางด้านการทหาร อย่าง Predator Drone ช่วงที่เป็นข่าวผ่านสื่อต่างๆ ถึงการใช้โดรนประเภทนี้ (มีระบบจดจำใบหน้า) ไล่ล่าสังหาร กลุ่มบุคคลหัวรุนแรงบางกลุ่ม ในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งชนชาวเราต่างพากันเรียกติดปาก ทับศัพท์ ไปตามๆกันว่า "โดรน" นั้น ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนากันอย่างขนานใหญ่ไปทั่วโลก ในด้านการผลิตโดรนที่ใช้ในเชิงพานิชย์ หรือสำหรับพลเรือนทั่วไป โดยเฉพาะโดรนที่ถูกผลิตมาจากมณฑลเซินเจิ้น ที่ถูกวางขายอยู่ในตลาดสารขัณฑ์บ้านเราอย่างดาษดื่น ไล่ตั้งแต่โดรนในเกรดของเด็กเล่น ไปจนถึงโดรนในเกรดสูงๆที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนต์ ฯลฯ ซึ่งต่างได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานจนล้นหลาม และล้นจนเกินไป เมื่อต่างพากันบินโดรนกันให้ว่อนท้องฟ้า และว่อนจนเกินเข้าไปในเขตหวงห้ามต่างๆ จนถึงการออกกฏหมายมาบังคับ อย่างที่ชนชาวเราต่างได้รับทราบ...มาทำไม มีใบอนุญาติหรือป่าว...
* อดีตนักบินเฮลิคอปเตอร์ บ.เอกชนท่านหนึ่ง ได้บอกกับผู้เขียนว่า ตั้งแต่โดรนมันพัฒนาขึ้น จนถึงการติดกล้องถ่ายฯได้ในระดับความคมชัดของภาพแบบ Full HD ไปจนถึง 4K งานรับเหมาบินทำข่าวนี่ ลดน้อยถอยลง ทุกปี ข่าวช่องไหนๆ เขาก็มีแผนกบินโดรนประจำช่องกันทั้งนั้น

>> ก่อนที่จะกล่าวถึงองค์ประกอบที่ใช้ในการบินสำรวจฯถ่ายภาพจากทางอากาศ ผู้เขียนขออนุญาติกล่าวถึงตัวผลลัพธ์ หรือตัวผลิตภัณฑ์ ที่ได้จากการบินถ่ายภาพทางอากาศ นั่นคือ ตัวแผนที่ฯ, ข้อมูลพื้นผิวทางกายภาพ Point Cloud, ข้อมูลภาพ Orthophoto ฯลฯ ซึ่งการให้ได้มาของตัวแผนที่ฯ ที่มีความละเอียด และมีความถูกต้องอยู่ในเกณฑ์สูง จะต้องอาศัยการได้มาของ 'ภาพถ่ายฯที่มีคุณภาพสูง' ตามไปด้วย และการที่จะได้มาซึ่งภาพถ่ายจากทางอากาศที่มีคุณภาพสูงนั้น ก็ต้องอาศัย 'กล้องถ่ายภาพที่มีคุณภาพสูง' ตามไปด้วยอีกเช่นกัน ทั้งในด้านความละเอียดของภาพถ่ายฯ และความสามารถในการถ่ายภาพในสภาวะการที่กล้องถ่ายภาพ 'เคลื่อนที่' อยู่ตลอดเวลา 
ตัวอย่างภาพ Orthophoto ภายหลังจากการ Mosaic ภาพหลายๆภาพเข้าด้วยกัน
Credited: University of New Brunswick (Geodesy and Geomatics Engineering)
ฉะนั้น ความสัมฤทธิ์ผลในการผลิตแผนที่ฯจากภาพถ่ายทางอากาศ ผู้เขียน (ส่วนตัว) จึงให้น้ำหนักไปที่ตัวคุณภาพของ 'กล้องถ่ายภาพ และคุณภาพของภาพถ่ายฯ' เป็นสำคัญ ดังที่ท่านทั้งหลาย เมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ต่างพากันทราบดีว่า อากาศยานแบบไร้คนขับ ทุกประเภทดังที่กล่าวข้างต้น (หรือแม้กระทั่งการใช้ นก หรือ ว่าว) ล้วนต่างเป็นเพียงแค่ 'พาหนะ' นำพา กล้องถ่ายภาพขึ้นไปถ่ายภาพจากทางอากาศ เท่านั้น
เมื่อ 4 ปีก่อน ผู้เขียนได้ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร ในการค้นหาข้อมูลเพื่อที่จะเลือกซื้อโดรน ราคาในระดับกลางๆ ที่มีคุณภาพซักลำ เพื่อนำมาใช้บินถ่ายภาพฯในงานสำรวจฯแผนที่ โดยในยุคนั้น ตลาดการค้าขาย 'โดรน' (ไม่นับรวมโดรน เกรดสำหรับเด็กเล่น ตามตลาดนัด) ต้องยกนิ้วให้ยี่ห้อ DJI จาก 'มณฑลกวงดง' ในรุ่น Phantom 1 และ Phantom 2 เป็นผู้นำตลาดอย่างแท้จริง เห็นบินกันให้ว่อนทั้งในเมืองใหญ่ และตามชายหาด และเป็นที่นิยม ในรุ่น Spread Wings ที่มีราคา 'เป็นแสนๆ' ในกลุ่มอุตสหกรรมบันเทิง (ซึ่งผู้เขียนขออนุญาติข้ามผ่าน โดรน ราคาแพงในกลุ่มนี้ ที่ยากต่อการเข้าถึงของชนชาวเรา)
DJI Spread Wings S900 (ราคาเกินเอื้อม)...ถ้าตกกระแทกพื้น มี 'ซี๊ดปาก'
โดรนที่กำลังเป็นที่นิยม อย่างในรุ่น Phantom 1 & 2 ราคาในระดับกลางๆในยุคสมัยนั้น ยังไม่สามารถตอบโจทย์ของผู้เขียน ด้วยเหตุว่า มีปัจจัยทางด้าน 'กล้องถ่ายภาพ' ที่ติดมากับตัวโดรนนั้น 'สเป็คไม่ถึง' ตามที่ผู้เขียนต้องการ เพื่อนำมาใช้งานในภารกิจงานบินสำรวจถ่ายภาพทางอากาศ และถ้าจะขยับขึ้นไปเล่นของสูงอีกนิด อย่างในรุ่น Inspire 1 ตัวกล้องถ่ายภาพ ที่ติดมากับโดรนนั้นก็ยังมีความละเอียดของภาพถ่ายเพียงแค่ 12 Mp ซึ่งยัง 'ไม่ตอบโจทย์' อีกทั้งยังมีราคาที่สูงเกินงบ...ถ้าบินตกแล้ว เสียดายของ
DJI Inspire 1 (ราคา แสนบาท หน่อยๆ)
>> สูงสุดสู่สามัญ...ต่อมาผู้เขียน ได้พบกับแรงบันดาลใจชนิดใหม่ จากชุดภาพถ่ายทางด้านล่างจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในต่างประเทศ โดยการทำการทดลองใช้โดรน Phantom 2 (เป็นพาหนะ) นำกล้องถ่ายภาพประเภท Mirrorless ยี่ห้อ Sony รุ่น a5000 Alpha (เป็นที่นิยม ในยุคสมัยนั้น) ขึ้นไปบินสำรวจฯถ่ายภาพทางอากาศ ซึ่งได้ผลลัพธ์จากการทดลอง โดยสามารถผลิตออกมาเป็นแผนที่ฯ มีความถูกต้องอยู่ในชั้นงานสำรวจฯโทโปฯ อย่างดีเยี่ยม
DJI Phantom 2 + Sony a5000 Alpha (กล้องฯ Mirrorless)


อารมณ์ประมาณ 'ข้าวต้มมัด บินได้'...แต่มัน Work!
Credited: University of New Brunswick (Geodesy and Geomatics Engineering)
>> ภาพถ่ายข้างต้น ได้ชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญไปที่การ 'ใช้กล้องถ่ายภาพที่มีคุณภาพ น้ำหนักเบา' กับการใช้โดรน ที่มีราคาในระดับกลางๆ ที่มีความสามารถทางด้านการทำการบินในระดับที่น่าพอใจ 'เป็นพาหนะ' นำกล้องฯบินขึ้นไปถ่ายภาพจากทางอากาศ...นี่คือสิ่งที่เป็น keyword และแรงบันดาลใจของผู้เขียนให้ริเริ่ม ในสิ่งเดียวกันกับชุดภาพข้างต้น ซึ่งแม้ว่าจะล้มลุก คลุกคลานกันอยู่บ้างในช่วงแรกๆ จากปัญหาการเซ็ตค่ากล้องถ่ายภาพให้ถ่ายภาพออกมาได้อย่างคมชัด ในสภาวะการที่กล้องเคลื่อนที่อยู่ในอากาศตลอดเวลา แต่ต่อมาภายหลังจากการศึกษาทดลอง ลองผิด-ลองถูก อยู่นาน ก็ได้ผลลัพธ์จากการบินสำรวจฯ สามารถผลิตออกมาเป็นแผนที่ฯที่มีเกณฑ์ความละเอียด และเกณฑ์ความถูกต้อง ได้อย่างดีเยี่ยม
Credited: http://futureaerial.com/press/
มีคำถามสำคัญ ที่ควรจะถามชาวเรากันเอง ว่า 'เรามาถึงจุดๆนี้กันได้อย่างไร' ซึ่งเป็นจุด หรือช่วงเวลา ที่ชนชาวเราสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลสำรวจรังวัดแบบหนาแน่น (Survey Point Cloud Data) ในราคาที่จับต้องได้ และที่สำคัญ คือการใช้กล้องถ่ายภาพ "เพียงแค่ตัวเดียว" เท่านั้น ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลชนิดนี้ได้...พูดไปใคร เขาจะเชื่อ

ภาพตัวอย่างทางด้านล่าง ทั้ง 2 ภาพ คือภาพแสดงเส้นทางเข้าบ้านของผู้เขียน โดยแสดงเป็นข้อมูลจุดสำรวจรังวัดแบบ Point Cloud นับล้านๆจุด ที่ใครๆที่ได้เห็นต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นข้อมูลสำรวจรังวัดที่ได้จากอุปกรณ์สำรวจฯ ประเภทสแกนเนอร์ อย่าง Mobile/Static Scanner (ตาเทพ) แต่เมื่อผู้เขียนตอบกลับไปว่า ได้ใช้กล้องถ่ายภาพธรรมดาๆ แค่ตัวเดียว ในการเดินถ่ายภาพทีละภาพ และใช้โปรแกรมประยุกต์สร้างข้อมูล Point Cloud ขึ้นมา...งานนี้มี 'อึ้ง ทึ่ง xxx'

ภาพขยายทางด้านล่าง แสดงข้อมูลจุด/ตำแหน่งสำรวจรังวัดแบบ Point Cloud นับล้านๆจุด
ดูตัวอย่าง ข้อมูล Point Cloud (ทางเข้าบ้าน) ในแบบ 3 มิติ >> คลิก

PhoDAR (Photogrammetric Detection And Ranging) คือศัพท์เทคนิค 'แบบย่อ' ที่ถูกบัญญัติขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับใช้ในการอธิบาย ขยายความในเรื่องการสร้างข้อมูล Point Cloud จากภาพถ่าย (พ้องเสียง เหมือนกับการใช้แสงเลเซอร์กวาดสแกนแบบ LiDAR (Light Detection And Ranging)) ซึ่งเทคโนโลยี PhoDAR ไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่การใช้ภาพถ่ายจากทางอากาศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ภาพถ่ายในงานถ่ายภาพประเภทอื่นๆ ที่มีจำนวนหลายๆภาพ โดยนำภาพถ่ายเหล่านั้นมาประมวลผลร่วมกัน โดยการใช้โปรแกรมประยุกต์ทางด้าน Photogrammetry....และทั้งนี้ เทคโนโลยี PhoDAR ในความหมายของผู้เขียนในบทความนี้นั้น มุ่งเน้นอธิบายไปที่การใช้ภาพถ่ายจากทางอากาศ โดยการใช้โดรนเป็นพาหนะ นำกล้องฯขึ้นไปทำการถ่ายภาพ เป็นประเด็นสำคัญ
เทคโนโลยี PhoDAR แสดงการใช้ภาพถ่ายหลายๆภาพ จำลองวัตถุแบบ 3 มิติ เสมือนจริง
ดูตัวอย่าง ข้อมูล Point Cloud (ตอไม้) ในแบบ 3 มิติ >> คลิก

geospatialjs@gmail.com

Wednesday, 1 August 2018

Dam Deformation Survey...เมื่อขาดแคลน > เตือนชาวบ้านท้ายเขื่อนฯ ล่าช้า > สูญเสียชีวิต #เขื่อนแตกในลาว

Credited: http://framework.latimes.com
>> ด้วยความที่ผู้เขียน มีความเกี่ยวดองหนองยุ่งในโครงการสำรวจฯและก่อสร้างเขื่อนฯอยู่หลายโครงการ ในสปป.ลาว อีกทั้งยังมีมิตรสหายนักสำรวจฯชาวลาว และชาวสารขัณฑ์ได้ส่งข้อมูล หรือสอบถาม/ปรึกษาในโครงการสำรวจเขื่อนฯต่างๆ มาอยู่เนืองๆ จึงทำให้ผู้เขียนรับรู้ ถึงความเป็นไปของโครงการก่อสร้างเขื่อนฯต่างๆใน สปป.ลาว อยู่พอสมควร ทั้งที่เป็นข่าวและไม่ออกเป็นข่าว...ซึ่งหลังจากเกิดเหตุวิกฤติการณ์เขื่อนแตก ที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย (สันเขื่อน D) ได้ทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นมาว่า จำเป็นที่จะต้อง 'สื่อสารอะไรบางอย่าง' ไปยังท่านผู้ที่ทำงาน หรือเกี่ยวข้องกับสายงานทางด้านนี้ และผู้เขียน ไม่อยากให้วิกฤติการณ์เขื่อนแตก เช่นนี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำอีก....

ข่าว 'ประวัติ' เขื่อนแตกใน สปป.ลาว ที่ถูกเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ นั้น ได้ระบุไว้ 3 เขื่อน ซึ่งได้แก่
1. อุโมงค์ไฟฟ้าเขื่อนเซกะมาน 3 แตกในปี พ.ศ. 2559 
2. เขื่อนน้ำอ้าว แตกในปี พ.ศ. 2560 (ในคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แสดงภาพมวลน้ำไหลทะลักลงมาท่วมเขื่อนน้ำเงี๊ยบ 2 ตามไปด้วย)
3. เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย แตกในปี พ.ศ. 2561

จำนวนเขื่อนแตก ทั้ง 3 เขื่อนข้างต้น คือข่าวสารที่ชนชาวเราต่างรับทราบผ่านสื่อโดยทั่วกัน...แต่ในสารบบข่าวสารงานเขื่อน ของผู้เขียน ยังมีอีก 1 เขื่อน คือ 'เขื่อนน้ำลิก' ในเขตแขวงเวียงจันทน์ (พิกัดสันเขื่อน E 196030, N 2080437 Zone 48N) ที่มีประวัติ (ลุ้นระทึก) ไม่สู้จะดีนัก ด้วยเหตุว่าเมื่อย้อนกลับไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2554 ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่แขวงไซยะบุรี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเขื่อนน้ำลิกมากนัก โดยวัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 4.7 ริกเตอร์ และล่าสุด เมื่อเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา วัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 4.9 ริกเตอร์ (ทั้งนี้ยังได้เกิดแผ่นดินไหวเล็กๆน้อยๆรายวัน-รายเดือน 1-4 ริกเตอร์ ในเขตดังกล่าว มาโดยตลอด อันเนื่องมาจากการมีรอยเลื่อนแผ่นดินไหว อยู่ในพื้นที่)...ถ้าถามว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวเหล่านี้ ได้ส่งผลกระทบต่อตัวโครงสร้างของตัวเขื่อนฯ หรือไม่...ผู้เขียนมิอาจตอบได้ เพราะว่าหลายสิ่งหลายอย่าง ในดินแดนแห่งนี้ ดูมันช่างลี้ลับ ดำมืด การข่าวถูกปิดเงียบ มุบมิบ อุบอิบ...'มิดอิ่มซิม'
เขื่อนน้ำลิก แขวงเวียงจันทน์
แต่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งหลังสุดนี้ เป็นที่รับทราบกันทั่วทั้งแว่นแคว้น ถึงการ 'อพยพหนีน้ำ' หนีตาย กันอย่างโกลาหล ของชาวบ้าน จำนวนหลายหมู่บ้านที่อยู่ท้ายเขื่อน ไล่ตั้งแต่ บ้านนาแซง บ้านคอนเรือง  บ้านปากงั่ว บ้านสีสะอาด บ้านสามหมื่น บ้านแก้งเซียง บ้านเมืองเฟือง บ้านโพสี บ้านนาถั่ว บ้านดอน และหมู่บ้านที่อยู่ที่ต่ำเลยไปกว่านั้น...ต่างพากันขนข้าว ขนของ อพยพขึ้นที่สูงกัน เป็นที่ชุลมุน

บ้างก็ว่ามีการแจ้งเตือนจากทางเขื่อนฯให้อพยพคนจากหมู่บ้านท้ายเขื่อนทั้งหมด บ้างก็ว่ามีคนเห็นเขื่อนเริ่มมีรอยร้าว น้ำพุ่งออกมาจากผนังเขื่อน ฯลฯ...โชคดี ที่ไม่เกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น ซึ่งถ้ามองในแง่ดี ก็ถือเสียว่าเป็นการ 'ซ้อมรับมือ' กับวิกฤตการณ์ร้าย ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (ที่ไม่เกิดขึ้นเลยจะดีที่สุด)

แต่เป็นที่ประจักษ์ และรับทราบโดยทั่วกันของชาวบ้านในเขตนั้น นั่นคือ ได้มีการ 'เข้าไปซ่อมแซม' ตัวเขื่อนฯ...ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนได้รับทราบมานั้น ได้มีการซ่อมแซมตัวเขื่อนฯ กันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เหตุการณ์เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 6.3 ริกเตอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ซึ่งผู้เขียนก็ขอภาวนาว่า อย่าได้เกิดวิกฤตการณ์ร้ายใดๆขึ้นเลย สำหรับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดังกล่าว เพราะว่ามวลน้ำ 'จำนวนมหาศาล' ที่ถูกกักเก็บอยู่ในเขื่อนแห่งนี้ ถ้าในกรณีเกิดเหตุการณ์ 'เขื่อนแตก'...จะสร้างความเสียหายที่ 'มากกว่า' เขื่อนแตก ที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ด้วยเหตุว่า มวลน้ำมหาศาลเหล่านี้ จะไหลลงผ่านทางร่องน้ำหลัก นั่นคือแม่น้ำลิก และไหลลงต่อไปรวมกับ แม่น้ำงึม (น้ำถูกปล่อยออกจากท้ายเขื่อนน้ำงึม 1) มวลน้ำ +เพิ่มขึ้นไปอีก และจะไหลต่อไปออกสู่แม่น้ำโขง ที่เขต ต.กุดบง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย...ท่านลองเปิดโปรแกรม Google Earth/Map และลองไล่เรียงตรวจสอบไปตามสายน้ำนี้ดูเถิด ท่านจะพบว่า ถ้าเกิดมีมวลน้ำจำนวนมหาศาล ไหล 'ล้นทะลัก' ไหลบ่ามาตามสายน้ำนี้ แล้วจะเกิด 'หายนะ' อะไรขึ้นบ้าง และไม่เฉพาะประชาชน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รายรอบลำน้ำสายนี้เท่านั้น ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง อาจจะรวมไปถึงตัวแขวงกำแพงนครเวียงจันทน์เอง ที่ห่างออกไปทางทิศใต้ จากบ้านท่าง่อน (ติดแม่น้ำงึม) ในระยะทางเพียง 20 กม.
Credited: คุณ ฐปนีย์ เอียดศรีไชย (พี่แยม) ข่าว 3 มิติ
* ทางการของ สปป.ลาว ได้ออกหนังสือแจ้งเตือน ไปยังเขื่อนต่างๆทั่วประเทศ ทั้งเขื่อนที่กำลังก่อสร้างกันอยู่ และเขื่อนที่ได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว ให้ตรวจสอบ ความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนฯในทุกมิติ...เขื่อนน้ำลิก เป็นอีกเขื่อนหนึ่งที่ควรจะได้รับการตรวจสอบ 'อย่างเข้มงวด' โดยไม่เพียงเฉพาะการตรวจสอบแค่ดู REPORT แสดงตัวเลขที่ 'สวยหรู'...ควรที่จะจัดให้มีหน่วยงานเฉพาะทาง พร้อมอุปกรณ์ตรวจสอบความมั่นคง แข็งแรง ของตัวเขื่อนฯ และทำการตรวจสอบ สำทับไปอีกชั้นหนึ่ง

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย 'สันเขื่อน D'
Credited: https://workpointnews.com/2018/07/25/
>> วิกฤตการณ์เขื่อนแตก ที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย (สันเขื่อน D) มีข้อบ่งชี้ที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก ที่ชี้ให้เห็นถึงความ 'บกพร่อง (ไม่ได้มาตรฐาน)' และความ 'ขาดแคลน (เครื่องมือตรวจสอบฯ)' รวมไปถึงการ 'ขาดการเตรียมการรับมือ (การประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น)' ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ที่ไม่คาดคิด (ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นที่ประจักษ์ อยู่ ณ เวลานี้)

1. การก่อสร้างที่ 'ไม่ได้มาตรฐาน' (บกพร่อง)
>> ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ได้มีการก่อสร้างตัวเขื่อนฯที่ 'ไม่ได้มาตรฐาน' ในประเด็นนี้ สำหรับผู้ที่เกี่ยวดองหนองยุ่งในงานก่อสร้างเขื่อนฯ ต่างรับทราบกันดีว่า 'แบบโครงสร้างตัวเขื่อนฯ' นั้น คือแบบโครงสร้างฯที่ได้รวบรวมศาสตร์งานทางด้านวิศวกรรมเอาไว้มากมาย หลายสาขา (ขออนุญาติ ไม่ลงในรายละเอียด)...ซึ่งผู้เขียน (ส่วนตัว) เชื่อว่า ตัวแบบโครงสร้างตัวเขื่อนฯ นั้น 'ได้มาตรฐาน'...แต่...ในการปฎิบัติ/การก่อสร้าง หน้างานจริง 'ให้เป็นไปตามมาตรฐาน?' ตามแบบโครงสร้างฯที่ออกแบบไว้นั้น...โดยให้เป็นไปตามแบบ อย่างมีมาตรฐาน หรือไม่นั้น นั่นล่ะปัญหา? และนี่คือสภาวะการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเขื่อนฯต่างๆที่กำลังก่อสร้าง อยู่ใน สปป.ลาว ณ ขณะนี้ 
* โดยเฉพาะเขื่อนฯจำนวนมาก ที่กำลังถูกก่อสร้าง อยู่ ณ เวลานี้ โดยชนชาว 'เซินเจิ้น' ซึ่งต่างถูกถามกันอย่างอื้ออึงคะนึงมี ในเรื่อง 'คุณภาพ และมาตรฐาน'...คำถามข้อแรก จากผู้เขียน อ่านได้ จากประเด็นหลัก ข้อ 2. และข้อ 3. ทางด้านล่าง...เขื่อน 'เซินเจิ้น' มีระบบตรวจสอบ และระบบประเมินผลกระทบฯดังกล่าว หรือไม่ (เท่าที่ผู้เขียนรับทราบมานั้น 'ไม่มี' และไม่มีแม้กระทั่ง บริษัท Consult ประมาณว่า 'ไม่มีความจำเป็น' หรือ สิ้นเปลืองงบประมาณ)

มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ในเรื่องปัญหาโครงสร้างของตัวสันเขื่อน D (ทำไมถึงแตก?) โดยเฉพาะประเด็นคำถามในเรื่องการเลือกประเภทของวัสดุ (หิน/ดิน) ที่ใช้ในการบดอัดเป็นชั้นๆ ของตัวสันเขื่อน, ค่าระดับ+ความถี่ในการบดอัด, ความหนาของการฉีดทับด้วยซีเมนต์, การอัดผนังเขื่อนด้วยหิน RipRap (ได้ขนาดตามแบบ หรือไม่) ฯลฯ...แน่นอนว่า ทุกๆคำถาม ต่างมุ่งตรงไปที่ บริษัทรับเหมาก่อสร้างฯ รวมไปถึง บริษัท Consult...ซึ่งในดินแดนที่ ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ถ้าลดจำนวนลงได้ หรือ เปลี่ยนขนาดได้ เปลี่ยนชนิดวัสดุได้ แล้วจะสร้าง 'ผลกำไร' ขึ้นอีกมากโข เช่นนี้...นั่นล่ะ 'มิดอิ่มซิม'

* สำหรับในกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย (สันเขื่อน D) แตก มีประเด็นคำถาม ที่ถูกถามกันอย่าง 'อื้ออึง' ไปยังท่านผู้รับผิดชอบเขื่อนฯหน้างาน...โดย ณ ช่วงเวลา 'ก่อน' เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ท่านรับทราบ Report ระดับน้ำกักเก็บทุกวัน (มี กราฟแสดงระดับน้ำให้ดูทุกวัน) ท่านต้องทราบดีว่า ในแต่ละวันนั้น ได้มีมวลน้ำ 'เพิ่มขึ้น' วันละกี่ ลบ.ม. ฉะนั้น ท่านต้องสามารถประเมินได้ว่า จะต้องใช้เวลาอีกกี่วัน ถึงจะมีระดับน้ำไปแตะที่ะดับกักเก็บน้ำสูงสุด หรือระดับน้ำล้นไปที่ Spillway...??? ทำไม ท่านถึงปล่อยให้ระดับน้ำสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง ??? ทำไมท่าน ไม่ทะยอย 'พร่องน้ำ/ปล่อยน้ำ' ออกมาจากตัวเขื่อน ก่อนหน้านั้น...

* ในสภาวะการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ เวลานี้ กับเขื่อนน้ำอู 2 และ เขื่อนกั้นแม่น้ำแบ่ง ในแขวงอุดมไซ ที่ต่างพากันเร่ง 'พร่องน้ำ/ปล่อยน้ำ' กันอย่างอึกทึก ด้วยเหตุว่ากลัวน้ำจะล้นเขื่อน หรือกลัวว่าเขื่อนจะแตก จนเป็นเหตุให้บ้านเรือนประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนฯ ต่างได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ตามที่เป็นข่าวจากสื่อหลายสำนัก...ภาพตัดกลับไปที่ เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย 'ช่วงเวลาก่อนเขื่อนแตก' ในขณะที่มีปริมาณฝนตกอย่างต่อเนื่อง มีระดับน้ำกักเก็บในเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน...แต่ท่านผู้ดูแลเขื่อนฯ ก็ยัง...ชิล ชิล

หมายเหตุ: เนื้อหาถัดไปทางด้านล่างนี้ เจาะจงผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนายช่างสำรวจฯ นายช่างชลประทาน หรือในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในสารขัณฑ์ประเทศ และมิตรสหายสายงานสำรวจฯเขื่อน ใน สปป.ลาว

2. Dam Deformation Survey...เมื่อขาดแคลน (เครื่องมือตรวจสอบฯ) > เตือนชาวบ้านท้ายเขื่อนฯ ล่าช้า > สูญเสียชีวิต
>> และนี่คือ 'แก่น' ของบทความในเรื่องนี้ ที่ผู้เขียนมีความชำนาญ และมีประสบการณ์มากพอสมควร ซึ่งผู้เขียนอยากจะถ่ายทอดความรู้/สื่อสารไปยังชนชาวเขื่อนฯ ทั้งหลาย ที่ยังไม่มี หรือยังขาดแคลน ระบบการสำรวจฯตรวจสอบดังกล่าว อยู่ในตัวเขื่อนฯของท่าน ให้ได้จัดหา จัดเตรียม และเล็งเห็นถึงความสำคัญในงานสำรวจฯ ตรวจสอบการเคลื่อนตัว และทรุดตัว ของตัวเขื่อนฯ

Deformation Survey เป็นสาขาของงานสำรวจรังวัดประเภทหนึ่ง ที่ใช้ในการตรวจสอบการการเคลื่อนตัว (แนวแกน X,Y) และทรุดตัว/ยกตัว (แนวแกนดิ่ง Z) ของวัตถุ สิ่งก่อสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ ใดๆ โดยอาศัยการสำรวจรังวัด เพื่อตรวจสอบเปรียบเทียบ 'ความเปลี่ยนแปลง' ของค่าพิกัด X,Y และค่าระดับ Z ที่เกิดขึ้นภายหลัง โดยเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลค่าพิกัด+ระดับ ที่ถูกสำรวจฯไว้ในครั้งแรกสุด X (fixed),Y (fixed) และค่าระดับ Z (fixed) 
* Deformation Survey ถูกใช้ในงานตรวจสอบการเคลื่อนตัว และทรุดตัว ในงานเหมืองแร่ แบบ Open Pit, เขื่อนฯขนาดใหญ่ งานก่อสร้างตึกสูง ฯลฯ

Dam Deformation Survey PROCEDURE:
  2.1 เครื่องมือ/อุปกรณ์ สำรวจฯ ที่ต้องจัดหา จัดเตรียม (ในงานตรวจสอบการเคลื่อนตัว และทรุดตัว ของตัวเขื่อนฯ)
     2.1.1 กล้อง Total Station (ความละเอียดทางมุม ไม่เกิน 2" )
     2.1.2 Prism Target (ประมาณ 25 ม./1 ตัว หรือตามงบฯ? วางยาวไปตามแนวสันเขื่อน) + อุปกรณ์ยึดติดกับ (เสา/กำแพง/รั้ว) สันเขื่อน หรือติดตั้ง Prism Target เพิ่มเติม ในแนว Reinforce หรือแนวด้านลาดของผนังเขื่อน ...'ไม่นิยม' Reflective Target sheet
     2.1.3 จุด/สถานี ตั้งกล้องฯ แบบ Fixed ตำแหน่ง (นิยม หลักเสาแบบ Pillar)

ภาพตัวอย่าง การติดตั้ง Prism Target และ กล้อง Total Station 

  2.2 การติดตั้งเครื่องมือ/อุปกรณ์ สำรวจฯ
     2.2.1 ติดตั้ง Prism Target ให้แข็งแรง มั่นคง ไม่ขยับ/ย้ายที่ โดยกระแสลม-ฝน โดยหันหน้าปริซึมไปหาตำแหน่งที่กล้อง Total Station ตั้งอยู่
     2.2.2 ตำแหน่งที่กล้อง Total Station ตั้งอยู่ ต้องเล็ง/ส่องเห็น Prism Target ทุกๆตัว ได้อย่างชัดเจน

  2.3 การทำการสำรวจรังวัด
 >> ในประเด็นนี้ มีวิธีทำการสำรวจฯ และการคำนวณอยู่หลายวิธี ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตินำเสนอหลักวิธีการสำรวจฯ และการคำนวณ แบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน 
     2.3.1 กำหนดตำแหน่งทิศอ้างอิง (R.O) หรือกำหนดแนวทิศอาซิมัท ให้กับตัวกล้องฯ โดยให้พยายามตั้งฉากกับทิศทางของแนว สันเขื่อนมากที่สุด โดยจุดตำแหน่ง (R.O) อาจจะสร้างจากหัวเหล็ก ตะปู น๊อต ฯลฯ ที่ค่อนข้างคงทนถาวร (ไม่จำเป็นต้องใช้/ติดตั้งเป้า B.S.) โดยการทำการสำรวจฯทุกครั้ง จะต้องใช้จุดตำแหน่ง (R.O) ที่ได้กำหนดไว้ข้างต้นทุกครั้ง
     2.3.2 ทำการส่องเล็ง และอ่านค่าพิกัด และค่าระดับ (กำหนดค่าความสูงของตัวปริซึมให้เป็น 0 ทุกตัว) ที่ตำแหน่งปริซึม ทุกๆตัว...จดบันทึก/Save+ Backup ข้อมูลดังกล่าว ไว้ในที่ปลอดภัย ด้วยเหตุว่าข้อมูลค่าพิกัด และค่าระดับ ที่สำรวจรังวัด/อ่านได้ในการสำรวจฯครั้งแรกนี้ จะต้องใช้เป็นข้อมูลแม่บท ในการเปรียบเทียบกับข้อมูล ที่สำรวจรังวัด/อ่านได้ในการสำรวจฯ ในครั้งต่อๆไป
>> จากการทำการสำรวจฯ อ่านค่าพิกัด และค่าระดับ ข้างต้น จะได้ข้อมูล X,Y และ Z ของปริซึมแต่ละตำแหน่ง มา 1 ชุดข้อมูล ซึ่งชุดข้อมูลดังกล่าวคือ 'สภาพทางกายภาพของตัวเขื่อน' ที่ 'ยังไม่แตก' ไม่มีการเคลื่อนตัว หรือทรุดตัว ใดๆเกิดขึ้น ซึ่งสามารถแสดงเป็น ข้อมูล Magnitude Error ที่แสดงทิศทางการเคลื่อนตัว หรือทรุดตัว/ยกตัว ตามภาพด้านล่าง
ภาพตัวอย่างชุดข้อมูล Magnitude Error จากการสำรวจฯครั้งแรก (ไม่การเคลื่อนตัว และทรุดตัวใดๆ)
    2.3.3 จำนวนการทำการสำรวจรังวัด ตรวจสอบหาค่าการเคลื่อนตัว และทรุดตัว ของตัวเขื่อนๆ ในแต่ละวันนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ว่าจะต้องทำการสำรวจฯเท่านั้น เท่านี้ ต่อวัน ซึ่งมีปัจจัยทางด้านบุคลากร/งานบริหาร ฯลฯ มาเกี่ยวข้อง...บางเขื่อนฯอาจจะทำการสำรวจฯ เช้า-สาย-บ่าย-เย็น หรือบางเขื่อนอาจจะทำการสำรวจฯ 3 เวลาหลังอาหาร หรือบางเขื่อนฯมีนายช่างฯว่างงาน ชอบแอบงีบหลับ/เล่นมือถือ ก็จัดให้ทำการสำรวจฯทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมง ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

ชุดข้อมูลที่ได้จาการสำรวจรังวัด จะถูกแสดงให้อยู่ในรูปข้อมูล ของ Magnitude Error ซึ่งนิยมบอกหน่วยวัดเป็น 'มิลลิเมตร' ที่จะบ่งชี้ถึงแนวทิศทางการเคลื่อนตัว+ทรุดตัว/ยกตัว ของตำแหน่งปริซึม (ในกรณีนี้คือตัวเขื่อน) ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างฯ ไปในทิศทางใด สูงขึ้น/ต่ำลง อย่างไร โดยมีหลักการคำนวนพื้นฐาน ตามตัวอย่างสมมุติ;

ที่จุด A มีค่าพิกัด+ค่าระดับ ที่ถูกสำรวจฯไว้ในครั้งแรกสุด คือ X= 2053.271, Y = 5752.364,  Z= 100.597
ที่จุด B มีค่าพิกัด+ค่าระดับ ที่ถูกสำรวจฯไว้ในครั้งแรกสุด คือ X= 2056.599, Y = 5775.411,  Z= 100.485
ที่จุด D มีค่าพิกัด+ค่าระดับ ที่ถูกสำรวจฯไว้ในครั้งแรกสุด คือ X= 2065.701, Y = 5806.025,  Z= 100.510

ที่จุด A มีค่าพิกัด+ค่าระดับ ที่ถูกสำรวจฯไว้ในครั้งหลัง คือ X= 2053.274, Y= 5752.362,  Z= 100.598
ที่จุด B มีค่าพิกัด+ค่าระดับ ที่ถูกสำรวจฯไว้ในครั้งหลัง คือ X= 2056.599, Y = 5775.412, Z= 100.485
ที่จุด D มีค่าพิกัด+ค่าระดับ ที่ถูกสำรวจฯไว้ในครั้งหลัง คือ X= 2065.700, Y = 5806.022,  Z= 100.512

   2.4 Magnitude Error Calculation:
  • ที่จุด A (สำรวจฯครั้งหลัง) X 2053.274 - X 2053.271 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = 3 มม. มีทิศทางไปทางทิศตะวันออก ของแนวแกน X 
  • ที่จุด A (สำรวจฯครั้งหลัง) Y 5752.362 - Y 5752.364 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = -2 มม. มีทิศทางไปทางทิศใต้ ของแนวแกน Y 
  • ที่จุด A (สำรวจฯครั้งหลัง) Z= 100.598 - Z= 100.597 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = +1 มม. มีค่าระดับการ 'ยกตัว' ของแนวแกนดิ่ง Z 

  • ที่จุด B (สำรวจฯครั้งหลัง) X 2056.599 - X 2056.599 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = 0 มม. ไม่มีการขยับตัวของตัวเขื่อน ในแนวแกน X
  • ที่จุด B (สำรวจฯครั้งหลัง) Y 5775.412 - Y 5775.411 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = 1 มม. มีทิศทางไปทางทิศเหนือ ของแนวแกน Y 
  • ที่จุด B (สำรวจฯครั้งหลัง) Z= 100.485 - Z= 100.485 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = 0 มม. ไม่มีการทรุดตัว/ยกตัว ในตำแหน่งดังกล่าว

  • ที่จุด D (สำรวจฯครั้งหลัง) X 2065.700 - X 2065.701 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = -1 มม. มีทิศทางไปทางทิศตะวันตก ของแนวแกน X
  • ที่จุด D (สำรวจฯครั้งหลัง) Y 5806.022 - Y 5806.025 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = -3 มม. มีทิศทางไปทางทิศใต้ ของแนวแกน Y 
  • ที่จุด D (สำรวจฯครั้งหลัง) Z= 100.512 - Z= 100.510 (สำรวจฯครั้งแรกสุด) = +2 มม. มีค่าระดับการ 'ยกตัว' ของแนวแกนดิ่ง Z 
>> ในสภาวะการณ์ปรกติ ชุดข้อมูลสำรวจฯที่อ่านได้จากกล้องฯ ควรจะมีค่าผลต่างไม่เกิน +/- 5 มม. หรือไม่เกิน +/- 10 มม. เป็นอย่างสูง ซึ่งอาจจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนแฝงของอุปกรณ์สำรวจฯ และอาจจะมีปัจจัยเพิ่มเติม ที่ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่ง และทางระดับ อาทิ ไอน้ำ หรือละอองน้ำหลังเขื่อน, อุณหภูมิพื้นผิวของตัวเขื่อน (คอนกรีตเสริมเหล็ก) เป็นต้น
* การบันทึกชุดข้อมูล แต่ละช่วงเวลา ในแต่ละวัน ลงในโปรแกรม Excel และพล๊อตออกมาเป็นเส้นกราฟ จะช่วยให้สามารถตรวจสอบสภาวะความปรกติ และความผิดปรกติ ทางตำแหน่ง และทางระดับ ของโครงสร้างตัวเขื่อนฯ ได้อย่างชัดเจน

ภาพตัวอย่างชุดข้อมูล Magnitude Error แสดงพฤติการณ์ การขยับตัวของตัวเขื่อนฯ ในสภาวะ 'ปรกติ'
>> สำหรับ ในสภาวะการณ์ ที่ 'เริ่ม' มีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้น โดยการพิจารณาจากชุดข้อมูลสำรวจฯ ตามภาพตัวอย่างทางด้านล่าง ซึ่งเกิดความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่ง ประมาณ 3 ซม. ไปทางทิศตะวันออกของแนวแกน X และเกิดความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่งประมาณ 3 ซม. ไปทางทิศใต้ของแนวแกน Y และ งานทางระดับเกิดการ 'ทรุดตัว' ของตัวเขื่อนประมาณ 3-4 ซม...ในสภาวะการณ์ เช่นนี้ ผู้รับผิดชอบฯต้องรีบเร่งหาสาเหตุ และรีบทำการซ่อมแซม (ในกรณีที่สามารถทำการซ่อมแซมได้) และในส่วนของงานสำรวจฯ จะต้องทำการ 'เพิ่มจำนวนรอบ' การสำรวจฯเก็บข้อมูลฯ ให้ถี่ยิ่งขึ้น หรืออาจจะต้องทำการสำรวจฯเก็บข้อมูล และรายงานสภาวะการเคลื่อนตัวฯ แบบ Real Time (Monitoring Survey) 
ภาพตัวอย่างชุดข้อมูล Magnitude Error แสดงพฤติการณ์ 
การขยับตัวของตัวเขื่อนฯ ในสภาวะที่ 'ต้องเฝ้าระวัง' อย่างใกล้ชิด
และในกรณีที่ชุดข้อมูลที่ได้จากการสำรวจฯ แสดงค่า Magnitude Error มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ และผู้รับผิดชอบฯได้ทำการประเมินแล้วว่า เกินขีดความสามารถที่จะทำการซ่อมแซม หรือรักษาตัวเขื่อนฯไว้ได้...การรีบเร่งออกประกาศแจ้งเตือน ไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนโดยทั่วกันแต่เนิ่นๆ ให้รีบเร่งอพยพขึ้นสู่ที่สูง จึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบเร่งกระทำเป็นอย่างยิ่ง
ภาพตัวอย่างชุดข้อมูล Magnitude Error แสดงพฤติการณ์ 
การขยับตัวของตัวเขื่อนฯ ในสภาวะที่ 'เริ่มเข้าสู่ระยะวิกฤติ' (ตรวจพบรอยแยก รอยร้าว)
>> ผู้เขียน (ส่วนตัว) เชื่อว่า 'มีระยะเวลาที่มากพอ' ในการอพยพของประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนฯ อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 3-4 วัน ตั้งแต่ช่วงเวลาการตรวจสอบพบค่าความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่งของตัวเขื่อนที่ 'เริ่มผิดปรกติ' ในครั้งแรก ไปจนถึงช่วงเวลาที่ค่าความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่ง แสดงแนวโน้มที่จะมีการขยับตัว 'เพิ่มมากขึ้น' ซึ่งต้องมีการประกาศแจ้งเตือนไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนฯ และจนถึงช่วงเวลาของการพังทลายของตัวเขื่อนฯ
* การเกิดการพังทลายของตัวเขื่อน โดยการแซกซึมผ่านของน้ำ ซอกซอน ไปตามรอยปริแตก รอยแยกของแนวกั้นผนังเขื่อนนั้น เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัย 'ระยะเวลา' อยู่พอสมควร ซึ่งเมื่อเกิดการเคลื่อนตัว หรือทรุดตัวใดๆ ขึ้นภายในตัวเขื่อน สามารถตรวจสอบรับรู้ได้ จากรายงานการสำรวจฯดังที่กล่าวข้างต้น...ส่วนในกรณีที่เกิด 'แผ่นดินไหว' ขนาดใหญ่ มีความรุนแรงใกล้ๆกับตัวเขื่อนฯ อย่างฉับพลันนั้น ในประเด็นนี้ ไม่ต้องรอประกาศแจ้งเตือนจากทางเขื่อนฯ ให้เมื่อยตุ้ม...ประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนฯ ควรรีบเร่งเอาชีวิตรอด อพยพขึ้นสู่ที่สูง จะเป็นการดีที่สุด
ภาพตัวอย่าง แสดงทิศทางการพังทลาย ของตัวเขื่อนฯ (จากข้อมูลฯตัวอย่าง ข้างต้น)

หมายเหตุ: สาเหตุที่ต้องกำหนดให้แนวทิศควบคุมทางราบ หรือแนวทิศอะซิมัทต้องมีทิศทางตั้งฉากกับแนวสันเขื่อนนั้น ก็เพราะว่า ถ้าท่านใช้ค่าพิกัดในระบบสากล ทั่วไป (หรือมีหมุดฯงานสำรวจฯของเดิม อยู่ภายในบริเวณเขื่อน) ซึ่งมีทิศอ้างอิงไปทางทิศเหนือนั้น ค่า Magnitude Error ก็จะแสดงทิศทางอ้างอิงไปตามแกน E,N และ Z ตามระบบพิกัดนั้นๆ...ซึ่ง จากภาพตัวอย่างทางด้านล่าง ท่านจะเห็นว่า 'ได้เกิดความไม่สะดวก' ในการบ่งชี้ทิศทาง 'ของแรงที่มากระทำ' กับตัวเขื่อน ซึ่งในกรณีนี้ คือทิศทางของแรงดันน้ำที่อยู่ด้านหน้าเขื่อน นั่นเอง
>> ท่านผู้อ่านสามารถที่จะมองเห็นภาพ 'ความขาดแคลน หรือการไม่มีระบบตรวจสอบ ติดตามการเคลื่อนตัว และทรุดตัว' ที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย (สันเขื่อน D)...ผู้เขียน (ส่วนตัว) เชื่อว่าที่เขื่อนฯดังกล่าว 'ไม่มี' ระบบตรวจสอบฯที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ข้างต้น...ด้วยเหตุว่า ข่าวจากสื่อหลายสำนักทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ต่างรายงานตรงกันว่า ได้มีการออกประกาศแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานต่างๆของภาครัฐ ก่อนหน้าที่เขื่อนจะแตกเพียงไม่กี่ชั่วโมง และกว่าที่การแจ้งเตือนนั้นจะถูกส่งต่อไปยังนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และส่งสารต่อลงไปยังระดับครัวเรือน...เวลานั้น มวลน้ำมหาศาลก็ได้มายืนเคาะประตูอยู่หน้าบ้านแล้ว (จากการสัมภาษณ์ของนักข่าวฯในศูนย์อพยพ มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเกิดเหตุการณ์เขื่อนแตก โดยต่างอ้างว่า 'เป็นภัยธรรมชาติ')
* และเท่าที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาจากเหล่ามิตรสหายชนชาวนักสำรวจฯใน สปป.ลาว โดยเฉพาะที่กำลังทำงานอยู่ในเขื่อนฯของชนชาว 'เซินเจิ้น' นั้น ล้วนต่างพากันบอกว่า ระบบการตรวสอบฯดังกล่าว 'บ่มีเด้อ'...ผู้เขียนเสียวแทน จริงๆ
ภาพแสดง แนวสันเขื่อน D เกิดการเคลื่อนตัว และทรุดตัว 
(จากภาพ ไม่พบการติดตั้งตัวปริซึม ใดๆ)
Credited: www.tkvariety.com
ผู้เขียน (ส่วนตัว) เชื่อว่า ถ้าสมมุติว่า เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย มีการติดตั้งระบบตรวสอบฯดังกล่าวข้างต้น การประกาศ แจ้งเตือนการอพยพฯ ควรจะเกิดขึ้นก่อนหน้าที่เขื่อนฯจะแตก ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 วัน ซึ่งในระยะเวลา 3-4 วันนี้ สามารถที่จะขนข้าว ขนของ ขนย้ายทรัพท์สิน ฯลฯ ได้มากในระดับหนึ่ง และที่สำคัญ 'จะไม่มีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต' เกิดขึ้นเลย เพราะทุกคนต่างรับทราบคำประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้า มาก่อนหน้านั้นแล้ว....

>> เขียนอธิบายความ รวมไปถึงการสาธิตการคำนวน นั่น นู่น นี่ ฯลฯ ยืดยาวมาจนถึงบรรทัดนี้ 'อาจจะ' มีบางท่านคิดว่า ผู้เขียนได้ มโน/ฝันกลางวัน หรืออย่างไร หรือว่า มีด้วยหรือ ระบบตรวจสอบฯที่ว่านี้ โม้หรือป่าว นั่งเทียนเขียนหรือป่าว...คำตอบคือ 'มีครับ' และเป็นระบบตรวจสอบฯที่มีความสำคัญ 'อย่างยิ่งยวด' เสียด้วย ในสายงานการสำรวจฯเขื่อน และสายงานสำรวจฯเหมืองแร่ (แบบ Open Pit) ฯลฯ

ในสารขัณฑ์ประเทศ ก็มีการติดตั้งระบบฯดังกล่าว อยู่ตามเขื่อนขนาดใหญ่ กระจายอยู่ทั่วประเทศ...เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2555 ผู้เขียนได้เดินทางไปสำรวจฯยังเขื่อนเขาแหลม (หรือในชื่อพระราชทานว่า  เขื่อนวชิราลงกรณ์) อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ก็ได้พบเห็นระบบฯดังกล่าว ติดตั้งไว้อยู่แล้ว

มีห้องปฎิบัติการฯ โดยเฉพาะ

มองจากระยะไกล น่าจะเป็นกล้องฯ Leica ตระกูล TC1100 (รุ่นอ้วนเขียว)
ในยุคปัจจุบัน อาจจะถูกเปลี่ยนเป็นกล้องฯที่ใช้ระบบ Robotic +ระบบ ATR ติดตามปริซุึม

การติดตั้งตัวปริซึม บนแนวสันเขื่อนฯ

ตัวปริซึม ถูกติดตั้ง ไปตามแนวยาวของสันเขื่อนฯ

3. การขาดการเตรียมการรับมือ ในกรณีที่เกิดภาวะวิกฤติ (Worst Case Scenario) และการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
>> ในประเด็นนี้ เมื่อแรกผู้เขียนตั้งใจจะเขียนอธิบายรายละเอียดในหลายประเด็น แต่เมื่อตรวจสอบหัวข้อดูแล้ว มันเยอะเกินไป จนอาจจะทำให้บทความนี้ กลายเป็นตำราเรียนไปเสีย ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้ไตร่ตรองดูแล้ว น่าจะนำเสนอโปรแกรมประยุกต์ ที่มีความสามารถเฉพาะทาง ทางด้านการตรวจสอบ วิเคราะห์ผลกระทบ ในกรณีเขื่อนแตก ผ่าน Youtube ซึ่งน่าจะทำให้ท่านผู้อ่าน ได้เข้าใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กว่าการอ่านผ่านตัวหนังสือ

โปรแกรมประยุกต์ที่มีชื่อว่า Flow-3D คือโปรแกรมที่สามารถสร้างแบบจำลอง 'สภาวะการณ์เขื่อนแตก' โดยอาศัยข้อมูลสภาพพื้นผิวภูมิประเทศ (Terrain Surface) 'จริง' ในบริเวณเขื่อนทั้งหมด ทั้งพื้นที่อ่างกักเก็บน้ำ และรวมไปถึงพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยโปรแกรมฯดังกล่าวสามารถรองรับ ไฟล์ข้อมูลพื้นผิว หลายประเภท อาทิ *.DEM, *.DXF, *.LAS (LiDAR) ฯลฯ...ตัวโปรแกรมฯสามารถทำการจำลองการสร้างผนังเขื่อนกั้นน้ำ และสามารถกำหนดค่า 'ระดับน้ำกักเก็บใดๆได้' ซึ่งในประเด็นนี้ ตัวโปรแกรมฯจะทำการสร้างเส้นระดับอาณาเขต ไปตามค่าระดับกักเก็บน้ำ 'ที่กำหนด'...และเมื่อนำค่าระดับน้ำกักเก็บน้ำที่กำหนด มาประมวลผลร่วมกับข้อมูลสภาพพื้นผิว ดังที่กล่าวข้างต้น ก็สามารถที่จะคำนวณปริมาตรมวลน้ำทั้งหมด (ลบ.ม.) ที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนนั้นได้

การจำลอง 'สภาวะการณ์เขื่อนแตก' สามารถที่จะกำหนดให้ตัวโปรแกรมฯแสดงการจำลอง การแตกของเขื่อน เพื่อศึกษาพฤติการณ์ของมวลน้ำว่า จะมีทิศทางการไหลไปในทิศทางใด มีปริมาตรมวลน้ำเท่าใด ใช้เวลาเท่าใด ในการเดินทางจากตัวเขื่อน ไปจนถึงเป้าหมาย (สมมุติว่า เป็นตำแหน่งที่ตั้งหมู่บ้าน ใดๆ) และเมื่อมวลน้ำไปถึงเป้าหมาย หรือพื้นที่ นั้นๆแล้ว ระดับน้ำจะมีความสูงกี่เมตร จากระดับพื้นผิวดิน เหล่านี้ เป็นต้น
* ถ้ามีโอกาสอันดี ในกาลข้างหน้า ผู้เขียนจะทำเป็น Hand On สอนการใช้งานโปรแกรมดังกล่าวนี้ครับ
Credited: www.youtube.com/watch?v=Q7x55ohyDxA

Credited: www.youtube.com/watch?v=0CBF2AnaqQA

Credited: www.youtube.com/watch?v=xsKx4L9QThI
>> ตัดภาพมาที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย...ผู้เขียน (ส่วนตัว) ไม่ทราบว่าทางเขื่อนฯ ได้มีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 'ในกรณีเขื่อนแตก' ดังที่ผู้เขียนได้อธิบาย ไว้ข้างต้นหรือไม่...แต่จากสิ่งที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ อยู่ ณ เวลา นี้...เข้าใจว่า 'อาจจะไม่มี'

* ข้อมูลโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้า ที่กำลังอยู่ในระหว่างการทำการสำรวจฯก่อสร้าง อยู่ ณ เวลานี้ และที่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อน พอสังเขป โดยเริ่มจากภาคเหนือ ลงไปหาทิศใต้ ใน สปป.ลาว โดยมีประเทศสารขัณฑ์เป็นผู้รับซื้อกระแสไฟฟ้ารายหลัก
Credited: The Foundation for Ecological Recovery


แขวงพงสาลี
1. เขื่อนน้ำบูน 2

แขวงอุดมไซ
1. เขื่อนน้ำพาก 1
2. เขื่อนน้ำพาก 2
3. เขื่อนน้ำพาก 3
4. เขื่อนปากแบ่ง

แขวงหัวพัน
1. เขื่อนน้ำซำ

แขวงเซียงขวาง
1. เขื่อนน้ำโม้ 1
2. น้ำแท้
3. เขื่อนน้ำมัด 1
4. เขื่อนน้ำมัด 2
5. เขื่อนน้ำจัด 2

แขวงหลวงพระบาง
1. เขื่อนน้ำงา 1
2. เขื่อน้ำแสง

แขวงไซยะบุรี
1. เขื่อน้ำรำ

แขวงเวียงจันทน์
1. เขื่อนน้ำบาก 1
2. เขื่อนน้ำมอน
3. เขื่อนน้ำแก่น
4. เขื่อนน้ำแถน
5. เขื่อนน้ำลิก 2 (แก่งหลวง)
6. เขื่อนน้ำสะแนน
7. เขื่อนน้ำสะนา Upper
8. เขื่อนน้ำเฟือง Lower

แขวงไซสมบูรณ์
1. เขื่อนน้ำพวน
2. เขื่อนน้ำแจ Lower 1
3. เขื่อนน้ำแจ Lower 2

แขวงบลิคำไซ
1. เขื่อนน้ำเทิน 4
2. เขื่อนน้ำซอ
3. เขื่อนน้ำซัน

แขวงคำม่วน
1. เขื่อนเซเหนือ
2. เขื่อนน้ำหินบูน Lower

แขวงสาละวัน
1. เขื่อนเซโปน 3
2. เขื่อนเซโดน
3. เขื่อนห้วยสะเพ้อ 2
4. เขื่อนเซเสด-แก่งซัน

แขวงจำปาศักดิ์
1. เขื่อนเซละบำ
2. เขื่อนเซเปียน 2 (ห้วยจอก)
3. เขื่อนเซน้ำน้อย 5 (ห้วยกะเดิบ)
4. เขื่อนสมพะนิด (หลี่ผี)
5. เขื่อนดอนซม 2
6. เขื่อนห้วยจำปี
7. เขื่อนเซคำพอ Upper
8. เขื่อนน้ำพาก Lower
9. เขื่อนห้วยเจียด
10. เขื่อนเซสัด 4

แขวงอัตตะปือ
1. เขื่อนเซกะมาน 2A
2. เขื่อนเซกะมาน 2B
3. เขื่อนเซกอง A Lower
4. เขื่อนน้ำกิง 1
5. เขื่อนห้วยปะยู
6. เขื่อนห้วยป๊อก

สำหรับชนชาวเรา แค่เพียงแนวคิดที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น 'เพียงเขื่อนเดียว' 
ก็ยังมี ดราม่า ข้ามภพ ข้ามชาติกันไม่จบ ไม่สิ้น...
ด้วยเหตุว่า เรื่องราวดราม่าได้กลายสิ่งเสพติด ที่ถูกกฎหมายไปเสียแล้ว ในสารขัณประเทศแห่งนี้
Author supported to Land Surveyors United

Saturday, 7 July 2018

งานสำรวจฯข้อมูลสภาพทางกายภาพของถ้ำ (Physical of Cave Surveying Database)

หมายเหตุ: บทความทางด้านล่างถัดจากนี้ เจาะจงผู้อ่านกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นนักสำรวจฯ นักการแผนที่/ภูมิศาสตร์ หรือในสาขาที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุว่าผู้เขียนได้ใช้ คำทับศัพท์จำนวนมาก ซึ่งคำทับศัพท์เหล่านั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ถูกบัญญัติให้เป็นภาษาชาวเรา ซึ่งชนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ ศัพท์เทคนิคดังกล่าว


Part I: Mapping Procedure
>> บทความนี้ ผู้เขียนมีความตั้งใจไว้ตั้งแต่ช่วงต้นๆของวิกฤตการณ์แล้ว ในการที่จะต้อง Take Action อะไรซักอย่างออกมา ภายหลังจากวิกฤตการณ์การค้นหาผู้สูญหายภายในถ้ำได้ถูกคลี่คลายไปได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องงานสำรวจฯแผนที่ จัดทำและวิเคราะห์แผนที่ฯ อันเป็นงานที่อยู่ในสายงานหลักของผู้เขียน 

ด้วยเหตุว่าในช่วงต้นๆของวิกฤตการณ์ การค้นหาผู้สูญหาย (ช่วงวันที่ 24-26 มิ.ย. พ.ศ. 2561) ผู้เขียนได้รับการติดต่อ สอบถามจากน้องๆ ในสายงานแผนที่ฯและสายงานทางธรณีวิทยา ในประเด็นเรื่อง 'การจัดทำแผนที่ของตัวถ้ำ' ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ผู้เขียนออกอาการ 'งึด' ไปไม่น้อย นั่นคือ สารขัณฑ์ประเทศชาวเราไม่มีข้อมูลแผนที่ถ้ำหลวง อันเป็นถ้ำที่มีความสำคัญ และมีความยาวของตัวถ้ำเป็นลำดับที่ 4 ในสารขัณฑ์ประเทศแห่งนี้ 'เรากลับไม่มีข้อมูลถ้ำฯ (ตามมาตรฐานงานสำรวจฯ)' โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นแผนที่ตัวถ้ำในระบบ Digital (ไม่ใช่ข้อมูลจากภาพสเก็ต)

ส่วนข้อมูลแผนที่ ที่แสดงลักษณะทางกายภาพภูมิสัณฐานของพื้นผิวอาณาบริเวณ ดอยนางนอน และดอยผาหมีนั้น ในประเด็นนี้ ถือเป็นเรื่อง 'Basic' ที่นักการแผนที่ นักภูมิศาสตร์ ชนชาวเราสามารถที่จะจัดเตรียม จัดหาได้ไม่ยากนัก แม้แต่การ Adap แผนที่จาก Google Earth/Map มาใช้จัดทำแผนที่แสดงเส้นชั้นความสูง หรือแสดงลักษณะต่างๆทางกายภาพ ซึ่งจะเห็นว่าในช่วงวันแรกๆ นั้น ได้มีการจัดทำแผนที่ในลักษณะนี้ ออกมาใช้งานกันอยู่มากมายหลายเวอร์ชั่น (บางเวอร์ชั่น เส้นทางภายในถ้ำได้ 'ทะลุใต้ดิน' เลยเข้าไปในฝั่งประเทศพม่า เลยก็มี...ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า เวอร์ชั่นดังกล่าว อาจจะกลายเป็นสาเหตุเรื่องดราม่า การขนถ่ายยาเสพติดจากฝั่งพม่า มุดถ้ำมาโผล่ยังฝั่ง สารขัณฑ์ประเทศ...)

แผนที่ 3D จาก GISTDA
Credited: www.thaiquote.org

แผนที่ 3D จาก วิชาการธรณีไทย
Credited: www.geothai.net

* ส่วนในประเด็นเรื่องข้อมูล 'แผนที่ตัวถ้ำ' ในระบบ 2D ซึ่งถูกสำรวจและจัดทำโดยชาวต่างชาติ (ทำการสำรวจเอาไว้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และถูก Revised อีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้) และถูกใช้อ้างอิงเป็นแผนที่แม่บท ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์นั้น ในประเด็นนี้ถือเป็น key word ที่สำคัญที่ถูกสอบถามมายังผู้เขียน ในเรื่องความคลาดเคลื่อน ความแม่นยำทางด้านระยะทาง และตำแหน่งของตัวแผนที่ เมื่อต้องทำการ Adap ตัวแผนที่ของถ้ำด้วยวิธีการทางด้านงาน Mapping (Regist/Rotate-Shift/Scale) เข้ากับแผนที่ทางกายภาพที่แสดงลักษณะภูมิสัณฐานของพื้นที่ดอยนางนอน

ซึ่งผู้เขียนได้ตอบกลับไปยังน้องๆ มิตรสหายในสายงาน ถึงความคลาดเคลื่อนของแผนที่ตัวถ้ำฯ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการ ทางด้าน Mapping ข้างต้น  ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปถึงความแม่นยำ ในการระบุตำแหน่งที่ถูกต้องของ 'หลุมเจาะ' เจาะตรงตำแหน่งไหนถึงจะเจอโพรง/โถงถ้ำที่ต้องการ (คำถามจากมิตรสหายนักธรณี) ในกรณีที่ต้องการทราบตำแหน่งที่แม่นยำสำหรับการเจาะ (ไม่ต้องการเจาะแล้ว 'วืด') หรือเจาะไปแล้วไม่เจอแม้แต่ตัวโพรงถ้ำ อันเนื่องมาจากการระบุตำแหน่งหลุมเจาะ คลาดเคลื่อน อันจะทำให้ 'เสียเวลา' (สำคัญมาก) โดยใช่เหตุ

แผนที่ภายในถ้ำหลวง ที่ถูกสำรวจ และจัดทำโดยชาวต่างชาติ
Credited: http://www.tnews.co.th/contents/466261

ความคลาดเคลื่อนของแผนที่ จากวิธีการ Mapping ด้วยวิธี Regist/Rotate-Shift/Scale 
(แผนที่ถ้ำข้างต้น + แผนที่ทางกายภาพแสดงลักษณะภูมิสัณฐานของพื้นที่ จากแหล่งต่างๆ)
>> แผนที่ถ้ำ 2D (Raster) จากนักสำรวจชาวต่างชาติขางต้น ได้ถูกนำไปจัดทำให้อยู่ในรูปข้อมูล Raster > Vector ซึ่งจะสะดวกในการทำงานกับข้อมูลเชิงเส้นเวคเตอร์ (2D) มากกว่าการทำงานระหว่างภาพถ่ายฯกับภาพถ่ายฯ (รวมไปถึงนักการแผนที่/ภูมิศาสตร์ บางท่าน ที่ Digitize เส้นทางภายในถ้ำ จากภาพถ่ายฯ Raster ออกมาเป็นข้อมูลเส้นเวคเตอร์ 'แบบดิบๆ' ก็ยังมี ซึ่งตรงนี้ไม่ว่ากัน...ณ ช่วงเวลาวิกฤตเช่นนั้น 'มี ยังดีกว่าไม่มี'

ถัดจากขั้นตอนข้างต้น คือ วิธีการ Scale หรือ 'กำหนดมาตราส่วน' ให้กับข้อมูลเวคเตอร์เส้นทางภายในถ้ำให้มีขนาด/ระยะทาง 'เท่ากัน' (หรือใกล้เคียงมากที่สุด) กับแผนที่ทางกายภาพอื่นๆ ที่จะนำมา Integrate/Drape เข้าด้วยกัน อาทิ แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม (Raster) ของ GISTDA, ภาพถ่ายดาวเทียม (Raster) จาก Google Earth/Map หรือแม้แต่ภาพถ่ายทางอากาศ จากอากาศไร้คนขับ (UAV/Drone) โดยมี ตัวบ่งชี้ที่สำคัญทางด้านระยะทางของแผนที่ นั่นคือ ตัว Scale bar ตามภาพข้างต้น

ในขั้นตอนสุดท้าย คือวิธีการหมุน (Rotate) ตัวแผนที่เวคเตอร์ ให้อยู่ในระนาบ 'ทิศทางเดียวกัน' กับตัวแผนที่ Raster ที่ต้องการ (หรือ Rotate จากตัวแผนที่ Raster ไปหาระนาบทิศทางของแผนที่ Vector) ในกรณีที่ทิศทางแผนที่ของข้อมูลทั้งสอง วางตัวอยู่ใน 'ทิศทางต่างกัน' หรือจะใช้วิธีการ Shift ตัวแผนที่ใดแผนที่หนึ่ง ไปยังอีกแผนที่หนึ่ง ในกรณีที่ตัวแผนที่ทั้งสอง มีทิศทางอ้างอิงอยู่ใน 'ทิศทางเดียวกัน' 
โดยแผนที่เส้นทางภายในถ้ำหลวง ตามภาพข้างต้น กับแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม อาทิ จาก Google Earth/Map มีทิศทางอ้างอิง ทิศองศาเหนือ ไปในทิศทางเดียวกัน
* No Drama! ทิศเหนือแม่เหล็ก, ทิศเหนือกริด, ปรับแก้ค่า Convergence และอื่นๆ (บางเรื่อง หยุมๆหยิมๆ ก็ถูกนำไปขยายเป็น Drama กันวุ่นวายขายปลาช่อน...ฟังแล้วมันรู้สึก 'งึด')

ซึ่งในขั้นตอนนี้ ต้องอาศัยวิธีการ Regist+Rectify จุด Known Points รวมไปถึง 'จุดร่วม' ต่างๆที่ทราบค่า หรือมี 'ความตรงกัน' ทางภูมิศาสตร์ ระหว่างตัวแผนที่ Vector กับตัวแผนที่ Raster โดยในขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ ในการบ่งชี้ถึงความคลาดเคลื่อนของแผนที่ ที่จะเกิดขึ้น ยิ่งมีตำแหน่ง Known Point หรือ จุดร่วมต่างๆ มาก และมีการ 'กระจายตัว' (ไม่กระจุกตัวอยู่เป็นกลุ่ม) มากเท่าใด ค่า RMS จากวิธีการ Regist-Rectify (ยึดตรึง/Fixed) ตัวแผนที่ ก็จะมีค่าน้อยมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้แผนที่ ภายหลังจากการรวมกัน (Draped/Integrated) นั้น มีความถูกต้อง และแม่นยำมากยิ่งขึ้น
สำหรับแผนที่เส้นทางภายในถ้ำหลวงนั้น เท่าที่ผู้เขียนได้รับทราบ และเห็นเป็นที่ประจักษ์ มีจุดร่วมทางภูมิศาสตร์ ที่ชัดเจนและตรงกัน อยู่ 'เพียงจุดเดียว' นั่นคือ 'ตำแหน่งปากถ้ำ' ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้เขียนได้ตอบกลับไปว่า แผนที่เส้นทางภายในถ้ำ 'มีความคลาดเคลื่อน' แฝงอยู่มิใช่น้อย  และถ้านำแผนี่ดังกล่าวไปผนวก/ตรึงยึดกับแผนที่ฯภายนอกตัวถ้ำฯ (มีความคลาดเคลื่อนเช่นกัน แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้)...ซึ่งผู้เขียนขออนุญาติสารภาพว่า 'ไม่สามารถ' ที่จะกำหนดตำแหน่งหลุมเจาะ แบบแม่นยำ (แม้แต่ให้คลาดเคลื่อนได้ถึง 3-5 ม. ก็ตามที) ลงไปได้ว่าตำแหน่งของ 'หาดพัทยา' อยู่ที่ตำแหน่งใดกันแน่? 

เมื่อดูจากภาพถ่ายดาวเทียมจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA หรือภาพถ่ายดาวเทียม จาก Google Earth/Map ถึงแม้ว่าแผนที่เหล่านี้ (ภายหลังการทำ Integrated Map) จะแสดงที่ตั้งของสถานที่ต่างๆไว้อย่างชัดเจน และมีการระบุตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์เอาไว้พร้อมสรรพ ก็ตามที 

แผนที่แสดง สถานที่ต่างๆ ภายในถ้ำ
Credited: www.thaiquote.org

ด้วยเหตุว่า งานประจำในหน้าที่ของผู้เขียน ส่วนหนึ่งคือการวิเคราะห์แผนที่ และตรวจสอบความคลาดเคลื่อนทั้งทางตำแหน่ง และงานทางระดับของแผนที่ต่างๆ อยู่เป็นนิจ ฉะนั้นผู้เขียนจึงตระหนักถึงความคลาดเคลื่อนแฝง 'ที่มีความเป็นไปได้' ว่าจะต้องมีอยู่ในตัวแผนที่ จากวิธีการ Mapping ข้างต้น โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญที่ (อาจจะ) ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนขนาดใหญ่ นั่นคือ
1. จุดร่วมทางภูมิศาสตร์ ที่ปากถ้ำ (เพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งในงานแผนที่ทั่วไป ถือว่าแผนที่นั้น มีคุณภาพ 'ไม่สู้จะดีนัก'): การ Shift/Rotate แผนที่เวคเตอร์เส้นทางภายในถ้ำ (ที่ Scaled หรือถูกกำหนดมาตราส่วนแล้ว โดยให้มีความคลาดเคลื่อนทางระยะทางน้อยที่สุด) มาวาง (Overlay) โดยยึดตำแหน่งพิกัดที่ปากถ้ำ เพียงตำแหน่งเดียว บนแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งสามารถประเมินค่าความคลาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้นในเบื้องต้นได้ว่า
     1.1 ความคลาดเคลื่อนแฝงทางตำแหน่ง ของตัวภาพถ่ายดาวเทียมเอง อาทิ ความคลาดเคลื่อนของภาพถ่ายดาวเทียม จาก Google Earth/Map มีค่า Error ทางตำแหน่งในบริเวณถ้ำหลวงฯ น่าจะไม่ต่ำกว่า 5 ม. หรือ ความคลาดเคลื่อนของภาพถ่ายดาวเทียม จาก GISTDA ซึ่งมีค่าคงที่ 2 ม./Pixel Resolution ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าความคลาดเคลื่อนภายหลังการดัดแก้ภาพถ่าย หรือ Regist/Rectify ค่าต่างๆลงไปแล้ว จะมีค่าความคลาดเคลื่อนมากขึ้น หรือน้อยลงเพียงใด (ซูมเข้าไปใกล้ๆ เพื่อหาตำแหน่งปากถ้ำจริงๆแล้วยังเบลอๆมากอยู่)

หรือแม้แต่การใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV/Drone) มาใช้ในการสร้างแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งในประเด็นนี้ผู้เขียนให้น้ำหนักความถูกต้อง แม่นยำของแผนที่ประเภทนี้ 'ดีกว่า' แผนที่ประเภทอื่นๆข้างต้น แต่ทั้งนี้ ต้องประกอบด้วยการจัดให้มีจุดควบคุมทางราบ-ทางดิ่ง Ground Control Point (GCP) ที่เพียงพอ และครอบคลุมพื้นที่ โดยจุดควบคุมทางราบ-ทางดิ่ง (GCP) เหล่านี้ ต้องถูกสำรวจรังวัดด้วยเครื่องมือสำรวจฯที่มีความถูกต้อง แม่นยำสูง ซึ่งสามารถตรวจสอบความถูกต้องทางด้านระยะทางได้จากการเปรียบเทียบระยะทางจริง vs ระยะทางในภาพถ่ายฯ (ภายหลังการ Mosaic, ขออนุญาติไม่ลงในรายละเอียด)...ส่วนในกรณีที่ 'ไม่มี' การใช้ GCP เป็นจุดควบคุมภาพถ่ายฯ โดย (อาจจะ) ใช้ตัวรับสัญญาณดาวเทียมที่มีอยู่ในกล้องถ่ายภาพที่ติดกับตัวอากาศยานฯ ซึ่งภาพถ่ายฯแต่ละภาพจะระบุข้อมูลตำแหน่ง+ความสูง โดยมีความความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่ง ของภาพถ่ายฯแต่ละภาพ น่าจะอยู่ในเกณฑ์ราวๆ 5 ม. (ท่านลองนึกภาพการนำเอา Handheld GPS ติดกับโดรน บินไปบินมา)...และที่ขาดไม่ได้คือ อย่าลืมพก 'ใบอนุญาติ' มาด้วย (มาทำไม?)
* ในกรณีการใช้อากาศยาน 'ขั้นเทพ' ประเภทที่มีเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม ความละเอียดสูง (RTK-GPS+มีสถานีควบคุม) ติดกับตัวอากาศยาน...แผนที่ฯที่ได้จากวิธีการนี้ จะมีความถูกต้องแม่นยำทางตำแหน่ง และระดับอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก
RTK-GNSS Drone
Credited: www.italdron.com
* หรือแผนที่ๆได้จากการสำรวจฯทางอากาศ อื่นๆ อาทิ LiDAR, InSAR...อื่นๆ ซึ่งแผนที่ๆได้จากการสำรวจฯจากทางอากาศ/อวกาศ ประเภทนี้ล้วนต่าง มีความถูกต้อง แม่นยำ อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมทั้งสิ้น
การสำรวจฯทำแผนที่ ด้วยเทคโนโลยี InSAR
Credited: www.youtube.com/watch?v=3TpE5CfGX0Q&t=38s

     1.2 แผนที่ตัวถ้ำ ได้มีการระบุตำแหน่งค่าพิกัดของปากทางเข้าถ้ำไว้ดังนี้ E: 590619, N: 2253976, Altitude: 446 m บนพื้นหลักฐาน ระบบพิกัดทางภูมิศาสตร์ WGS84 Zone 47Q...ผู้เขียนขออนุญาติสันนิษฐานว่า ค่าพิกัดหน้าปากถ้ำ น่าจะถูกสำรวจด้วย เครื่องมืออ่านค่าพิกัดดาวเทียม GPS แบบมือถือ/พกพา (Handheld GPS) ซึ่งมีค่าความคลาดเคลื่อนแฝงทางตำแหน่ง+ทางระดับ อยู่ในระดับหนึ่ง เมื่อทำการอ่านค่าพิกัดในที่โล่งแจ้ง และจะมีค่าความคลาดเคลื่อนสูงขึ้นไปอีกมาก เมื่อทำการอ่านค่าพิกัดอยู่ภายใต้การปกคลุมของต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก หรือในพื้นที่ 'อับสัญญาณ' ดาวเทียม...บริเวณหน้าปากถ้ำหลวง ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะอยู่ในสภาวะเช่นนั้น 
**ฉะนั้น การ Regist ตัวแผนที่ทั้งสอง ซึ่งต่างนำพาความคลาดเคลื่อนแฝงเหล่านี้ติดตัวมาด้วย 'เข้าด้วยกัน'แล้ว...ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถที่จะชี้ชัด/ฟันธงลงไปว่า ตำแหน่งหลุมเจาะ ควรที่จะเจาะที่ตำแหน่งใด โดยเมื่อเจาะในแนวดิ่งลงไปแล้ว จะเจอตำแหน่งเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่ อันเนื่องมาจากความคลาดเคลื่อนดังที่กล่าวข้างต้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหา 'ความไม่ตรงกัน' ระหว่างแผนที่ข้างบน กับแผนที่ข้างล่าง เมื่อเอามาซ้อนทับ (Overlay) กันในแนวดิ่ง

2. ความคลาดเคลื่อนของการสำรวจถ้ำ: ในประเด็นนี้ อันดับแรก...ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง และยกเครดิตให้กับ นักสำรวจและจัดทำแผนที่ภายในถ้ำชาวต่างชาติ เพราะว่าถ้าไม่มีตัวแผนที่ภายในถ้ำฯดังกล่าว...รับรองได้เลยว่ามี 'งงเป็นไก่ตาแตก' ขนาดมีผู้ที่เคยเข้าไปท่องเที่ยวภายในถ้ำ ยามหน้าแล้ง และ 'ไม่มีน้ำท่วม' ยังเกิดอาการ 'หลงถ้ำ' อยู่นานหลายชั่วโมง กว่าจะค้นหาทางออกกลับมาได้ ฉะนั้นในสภาวะที่มีน้ำท่วมจนมิดเพดานถ้ำ ทั้งขุ่น+โคลน และไหลเชี่ยว...ผู้เขียนนึกภาพไม่ออกว่าจะไปกันได้อย่างไร ในสภาวะการณ์เช่นนั้น

* สำหรับประเด็นเรื่องความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น ในการสำรวจฯและจัดทำแผนที่ภายในถ้ำ ผู้เขียนต้องขออนุญาติหยิบยกเอาประสบการณ์การสำรวจฯถ้ำ/อุโมงค์ (ส่วนตัว) ของผู้เขียนมาเทียบเคียงว่า มีปัจจัยใดบ้าง? ที่จะส่งผลกระทบ และก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่ง และระดับความสูง ในการสำรวจรังวัดและจัดทำแผนที่ภายในถ้ำ 

ผู้เขียนเป็นนักสำรวจรังวัดแผนที่โดยอาชีพ ใช้เครื่องมือสำรวจฯและใช้ศาสตร์องค์ความรู้วิธีการสำรวจรังวัด มาประยุกต์ใช้ในการสำรวจฯถ้ำ และถึงแม้ตัวผู้เขียนจะมีประสบการณ์การสำรวจฯ 'ภายใน' ถ้ำไม่มากนัก และเข้าไปไม่ลึก แต่ก็เชื่อว่าหลักการสำรวจรังวัด และจัดทำแผนที่ภายในถ้ำ ไม่น่าจะแตกต่างจากนักสำรวจถ้ำมืออาชีพ เท่าใดนัก

ผู้เขียนขอน้อมรับต่อคำติ-ชมจากท่านทั้งหลาย ที่มีประสบการณ์งานสำรวจฯทางด้านนี้โดยตรง ช่วยให้คำชี้แนะ...จักเป็นพระคุณยิ่ง


Part II: Cave Surveying (ยุค 0.4)
การสำรวจรังวัด และจัดทำแผนที่ฯ โดยการอาศัยศาสตร์ในวิชาสำรวจฯ มาประยุกต์ใช้ภายในถ้ำ ในยุคที่ผู้เขียนขออนุญาติเรียกว่า 'ยุค 0.4' นั้น มีหลักวิธีการสำรวจฯที่ไม่ยุ่งยากมากนัก อุปกรณ์สำรวจฯมีน้ำหนักเบา ผู้ทำการสำรวจฯมีความคล่องตัวในการทำงาน อันได้แก่ เข็มทิศธรรมดา หรือแบบมีรูส่องอ่านค่ามุมองศา (หรือจะดิบๆ หยาบๆ แบบวิธีการอ่านทิศทางในระบบตัวเลขนาฬิกา โดยอาศัยเข็มนาฬิกา), เทปวัดระยะทาง (ยาว-สั้น), สมุดบันทึก, ไม้บรรทัดสเกล และดินสอ-ปากกา (+ดียิ่งขึ้นเมื่อมีเครื่องมือ 'ออกฉาก' เล็กๆติดไปด้วย) เพียงเท่านี้ ก็สามารถทำการสำรวจฯ และทำแผนที่ภายในถ้ำได้ดี ในระดับหนึ่ง
ตัวอย่างภาพ Diagram แสดงการวางแนวเส้น Base Line สำรวจฯถ้ำ
1.0 การวางแนวเส้น Base Line ที่บันทึกค่าระยะทางเริ่มต้นจากปากถ้ำ ขยายระยะทางต่อเข้าไปข้างในถ้ำ แบบต่อเนื่องกันไป อาทิ เริ่มต้นที่ปากถ้ำ ระยะ Km 0+000 (+บันทึกค่ามุมจากการอ่านเข็มทิศ) ไปจนถึงระยะ Km 0+050 หักเลี้ยวไปทางซ้าย ซึ่งตรงตำแหน่งจุด 'เปลี่ยนทิศทาง' ต้องทำการอ่านค่ามุมองศาจากเข็มทิศ โดยต้องอ้างอิงค่ามุมองศาที่อ่านได้ กับทิศองศาเหนือทุกครั้ง (์*No Drama เรื่องแร่ธาตุบางอย่างที่กระทำต่อเข็มทิศ ไม่ชี้ไปทางทิศเหนือ) และในกรณีที่เส้นทางภายในถ้ำ มีทางแยก ผู้สำรวจฯจะต้องทำการบันทึกค่าระยะทาง ที่อ่านได้ ณ ตำแหน่งทางแยก และทำการอ่าน/บันทึกค่ามุมองศา ณ ตำแหน่งเดียวกันนี้ ต่อจากนั้นจึงทำการวางแนวเส้น Base Line แยกต่อออกไป และทำซ้ำในลักษณะเดียวกันนี้ต่อเนื่องกันไป
* ในทุกๆขั้นตอนของการสำรวจฯ ผู้สำรวจฯจะต้องทำการบันทึกข้อมูลสำรวจลงสมุดบันทึก รวมไปถึงการสเก็ตภาพ เพื่อช่วยเสริมความเข้าใจ+ข้อมูลมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงขั้นตอนการนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจฯไปจัดทำเป็นแผนที่ฯ

2.0 การสำรวจฯขนาดความกว้าง-แคบ ของตัวถ้ำ สามารถทำการรังวัดโดยอาศัยการออกฉาก หรือการกำหนด 'ระยะจุดสกัด' สามเหลี่ยมจากแนวเส้น Base Line (+บันทึกค่าระยะทาง) ไปยังผนังถ้ำ ทั้งทางซ้าย-ขวา และใช้วิธีเดียวกันนี้ในการสำรวจรังวัดตำแหน่ง Feature ต่างๆภายในถ้ำ อาทิ ตำแหน่งหินงอก หินย้อย, รูปทรงของหินปูนต่าง ฯลฯ
ตัวอย่างภาพ แผนที่เส้นทางภายในถ้ำหลวง (จากการสำรวจฯในยุค 0.4)
Credited: www.matichon.co.th/region/news_1013552

3.0 การสำรวจความสูงของตัวเพดานถ้ำ ซึ่งในยุค 0.4 ดังกล่าว เครื่องไม้เครื่องมือในการวัดความสูงของตัวโพรงถ้ำประเภทกล้องสำรวจฯโดยการวัดมุมดิ่ง ผู้ทำการสำรวจฯมักจะไม่นิยมนำติดตัวไปด้วย เพราะว่าติดปัญหาในเรื่องความคล่องตัวในการทำงาน ในพื้นที่ภายในถ้ำ (น้ำหนัก, ระยะทาง, การเคลื่อนที่จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง) ซึ่งเราๆท่านๆ ต่างทราบดีว่า ลักษณะพื้นที่ภายในถ้ำทั่วๆไปนั้น มีลักษณะทางกายภาพเป็นเช่นไร...และสำหรับเครื่องมือสำรวจฯหาความสูงของถ้ำ ประเภทมือถือ (น้ำหนักเบา) ในยุค 0.4 อาทิ เครื่องมือ Sextant หรืออื่นๆที่ใกล้เคียง ก็ไม่เป็นที่นิยม ฉะนั้น จะสังเกตเห็นว่า แผนที่ๆถูกสำรวจฯในยุค 0.4 หรือแผนที่ 2D เหล่านี้ มักจะไม่ระบุ ความสูงของแนวถ้ำ (อาจจะระบุไว้ ในกรณีที่เป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ หรือมีความสำคัญ ซึ่งความสูงนั้นอาจจะถูกประเมิน ด้วยสายตาของผู้สำรวจฯ)
* ในยุคปัจจุบัน มีเครื่องมือสำรวจรังวัดระยะทางด้วยแสงเลเซอร์ ความละเอียดสูงแบบมือถือ มีน้ำหนักเบา ซึ่งสามารถพกพานำไปวัดระยะทางราบ/ลาดชัน/ทางดิ่ง เพื่อใช้ในการทำแผนที่ เวอร์ชั่น 0.4 ภายในถ้ำ ได้เป็นอย่างดี
Credited: www.stanlay.in

4.0 งานสำรวจรังวัดทางระดับภายในถ้ำ ในกรณีนี้คือการสำรวจรังวัดค่าระดับที่พื้นถ้ำตลอดทั้งแนวเส้นทางภายในถ้ำ ซึ่งวิธีการนี้มักจะ 'ไม่เป็นที่นิยม' ของนักสำรวจฯถ้ำ ด้วยเหตุว่า ตัวเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสำรวจฯค่าระดับ 'ไม่เอื้ออำนวย' ที่จะนำติดตัวเข้าไปใช้สำรวจฯภายในถ้ำที่มีลักษณะทั่วไป สูงๆ ต่ำๆ มีความลาดชัน มืดสนิท ฯลฯ...ยกเว้น ถ้ำที่มีลักษณะทางกายภาพเปิดโล่ง โอ่โถง ทางเดินสะดวก และมีแสงสว่างส่องลอดลงมา ไม่มืดจนเกินไปนัก สามารถทำการส่องเล็งจากกล้องระดับ ไปยังเป้าหมายได้...แผนที่ตัวถ้ำในยุค 0.4 จึงมักจะใช้เส้น+ลูกศรแสดงทิศทาง แสดงเป็นสัญลักษณ์แทนความลาดชัน สูง-ต่ำ ภายในตัวถ้ำ

** ในกรณี เกิดวิกฤตการณ์ที่ถ้ำหลวงข้างต้น ซึ่งนอกจากจะเกิดปัญหาความไม่แน่ใจในเรื่องตำแหน่งแห่งที่แล้ว ยังมีปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งในเรื่อง 'ค่าระดับ' ของตัวถ้ำ หรือระดับความสูง ของสถานที่ต่างๆภายในถ้ำ ไม่ว่าจะเป็น ระดับพื้นผิวที่เนินนมสาว, หาดพัทยา, สามแยก และพื้นที่ห้องโถง 1-3 ฯลฯ ว่ามีความ 'แตกต่างทางระดับ' สัมพันธ์ต่อกันอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับระดับที่หน้าปากถ้ำ (และ/หรือ เปรียบเทียบกับระดับ รทก.) ซึ่งการที่ 'ขาดแคลนข้อมูลทางระดับดังกล่าว' ได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการ การพร่องน้ำ/สูบน้ำออกจากตัวถ้ำให้มีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่ในกรณีที่ต้องการจะเจาะ จากข้างบนภูเขา ทะลุลงมาด้านล่าง (สมมุติว่าทราบตำแหน่งที่ต้องการจะเจาะ) ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าต้องเจาะไปที่ความลึกเท่าใด จึงจะพบตำแหน่งเป้าหมาย (การบอกว่า เจาะลงไปเลย ถ้าเจาะลงไปแล้วมีลักษณะหลวมๆ วืดๆ ไม่มีการเสียดสีของหัวเจาะ แสดงว่าน่าจะพบตัวโพรง/โถงถ้ำแล้ว...เป็นคำตอบที่...นั่นล่ะ)

มีความเห็นจากผู้คนจำนวนไม่น้อย ในเรื่องความเป็นไปได้ในการเจาะเข้าไปจากด้านข้างของภูเขา ซึ่งก็จะพบปัญหาเดียวกันอีก นั่นคือ ตำแหน่งเป้าหมายที่ต้องการให้เจาะไปถึงนั้น อยู่ตรงส่วนไหน ของแผนที่ และมีระดับสูง-ต่ำ อย่างไรกับอุปกรณ์ในการขุดเจาะ (สมมุติว่ามีตัวหัวเจาะ TBM ติดตั้งรอเอาไว้แล้วอยู่ข้างภูเขา) จะต้องปรับตั้งองศา หัวเจาะขึ้น-ลง/ซ้าย-ขวา เท่าไหร่ อย่างไร ให้เจาะทะลุไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ เหล่านี้เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การประเมินความสัมพันธ์ทางระดับความสูง-ต่ำ ระหว่างสถานที่ต่างๆภายในถ้ำ ก็พอที่จะถูกแก้ปัญหาไปได้ในระดับหนึ่ง จากการสำรวจฯของเจ้าหน้าที่หน่วย SEAL ที่ปฎิบัติการอยู่ภายในถ้ำ ด้วยวิธีการ 'สเก็ตภาพ'

Credited: www.naewna.com/local/347888

5.0 ความคลาดเคลื่อน ของการสำรวจรังวัดภายในถ้ำ มีคำกล่าวจากนักสำรวจฯชาวต่างชาติได้กล่าวเอาไว้ว่า "เมื่อท่านเริ่มต้นทำการสำรวจรังวัด...ความคลาดเคลื่อน ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว" ซึ่งคำพูดดังกล่าว เป็นความจริงแท้ทุกประการ ที่ทุกวันนี้ ยัง 'ไม่มี' เครื่องมือสำรวจฯใดๆในโลก ที่ไม่มีความคลาดเคลื่อน/หรือปราศจากความคลาดเคลื่อนในการทำการรังวัด (หรือมีความคลาดเคลื่อน = 0.000000000000000... สมบูรณ์ ในอุดมคติ)...เฉกเช่นเดียวกับการสำรวจรังวัดภายในถ้ำ ซึ่งมีตัวแปรสำคัญ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อข้อมูลการสำรวจฯ คือ
     5.1 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการ 'วัดระยะทาง': การสำรวจรังวัดระยะทาง โดยวิธีการ 'ลากเทปวัดระยะทาง' ระหว่าง จุด 2 จุด ซึ่งมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นได้คือ ความตึง-หย่อน ของเทปวัดระยะทาง รวมไปถึงสภาวะการณ์ 'ตกท้องช้าง' ของเทปวัดระยะฯ อาทิ ที่ระยะทาง ระหว่างจุด 2 จุด มีระยะทางราบจริง  = 50.000 ม. แต่การวัดระยะทางด้วยเทปวัดระยะทาง อาจจะอ่านค่าระยะทางได้ 50.200 ม. (วัดระยะทางเกินไป 20 ซม.) อันเนื่องมาจาก *ข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ ลุ่มๆดอนๆ ภายในถ้ำ ซึ่งไม่สามารถดึงเทปให้อยู่ในแนวตรงได้ ให้ท่านลองนึกถึงการดึงเทปวัดระยะทาง ภายในถ้ำหลวง ซึ่งมีสภาพทางกายภาพที่ชนชาวเราได้เห็นจากทางสื่อต่างๆ ที่มีทั้งขึ้นๆ-ลงๆ สูงๆ-ต่ำๆ หรือพื้นที่มีความลาดเอียง ทำให้การลากเทปวัดระยะทางราบ กลายเป็นระยะทาง Slope ที่วัดค่าได้...ชนชาวเราต่างทราบดีว่า การวัดระยะทาง Slope จะมีระยะทางยาว 'มากกว่า' การวัดระยะทางราบ (ถึงแม้ว่าจะสามารถทำการคำนวณค่าระทางชัน กลับมาเป็นค่าระยะทางราบได้ แต่ก็ต้องอาศัยอุปกรณ์ในการการอ่านค่ามุมดิ่ง ซึ่งยุ่งยาก คลาดเคลื่อนหนักเข้าไปอีก)
Credited: mulucaves.org/wordpress/articles/sarawak-chamber
* ทุกๆการวัดระยะทางภายในถ้ำ ระหว่าง จุด 2 จุด จะทำให้เกิดค่าความคลาดเคลื่อน มาก-น้อย ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นถ้ำที่มีระยะทางสั้นๆ 2-3 ร้อยเมตร ค่าความคลาดเคลื่อนสะสม (Accumulated Error) ที่เกิดขึ้น ก็ไม่น่าเป็นห่วง เท่าใดนัก...แต่ถ้าการวัดระยะทางนั้น ยาวยืดไปในระดับ 'หลายกิโลเมตร' ใต้พื้นดิน ที่มีสภาพทางกายภาพ ในแบบที่ 'แค่เดินธรรมดา ก็ยังลำบาก' ชนชาวเรา ลองไตร่ตรองดูเถิดว่า จะมีค่าความคลาดเคลื่อนสะสม มาก-น้อย เพียงใด 
ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าระยะทางราบ 'จริง' ของตัวถ้ำๆหนึ่ง จากปากถ้ำ-ปลายถ้ำ = 8,000 เมตร และได้มีการสำรวจรังวัดระยะทาง 'ด้วยเทป' แบบต่อเนื่องกันไป จากปากถ้ำ จนถึง ปลายถ้ำ ปรากฎว่าวัดได้ 8,500 เมตร (จากข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ภายในถ้ำที่ ขึ้นๆลงๆ) นั่นหมายความว่า มีการวัดระยะทาง 'เกิน' ไป = 500 ม. ซึ่งแน่นอนว่า ตัวแผนที่ๆได้จากการสำรวจฯถ้ำนี้ ก็จะแสดงความยาว จากปากถ้ำ-ปลายถ้ำ เป็นระยะทาง = 8,500 ม เช่นกัน...และเมื่อนำแผนที่ถ้ำแห่งนี้ ไปทำการ Drape/Regist กับตัวแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ในระบบพิกัด UTM ต่างๆ (อ้างอิงระยะทางราบ) ดังที่กล่าวข้างต้น...ท่านว่า ณ 'ตำแหน่งปลายถ้ำ' ระหว่าง แผนที่ข้างบน กับ แผนที่ข้างล่าง จะตรงกันหรือไม่ เมื่อเจาะจากข้างบน ลงมาหาเป้าหมายข้างล่าง ในแนวดิ่ง...จะพบตำแหน่งเดียวกันนี้หรือไม่

    5.2 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการ 'อ่านค่ามุมองศา': ผู้เขียนให้น้ำหนักความคลาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้น ไปที่ความละเอียดของเข็มทิศ ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ชาวต่างชาติผู้ทำการสำรวจฯนั้นได้ใช้เข็มทิศ ที่มีความละเอียดในการอ่านค่ามุม ในระดับ 'ลิปดา' หรือไม่ หรือมีความละเอียดในการอ่านค่ามุม ในระดับแค่เพียง 'องศา' โดยความละเอียดของค่ามุม ที่อ่านได้จากเข็มทิศจะส่งผลโดยตรงต่อ 'ทิศทาง' ของเส้นทางภายในถ้ำ
Credited: userpage.fu-berlin.de/gkaufma/caving/iran/Iran_surveyingmethods
* ทุกๆ ตำแหน่งในการอ่านค่ามุม จะเกิดค่าความคลาดเคลื่อนทางมุม ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง (+ความคลาดเคลื่อนสะสม ทางด้านระยะทาง) ซึ่งเมื่อทำการสำรวจรังวัดค่ามุมต่อเนื่องกันไป อาทิ จากปากถ้ำ-ปลายถ้ำ ที่มีระยะทางในระดับ 'หลายกิโลเมตร' และมีความคดเคี้ยวของเส้นทางอยู่มาก ค่าความคลาดเคลื่อนทางมุม 'สะสม' ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว...สมมุติว่า ณ ปลายถ้ำแห่งหนึ่ง มีที่ตั้งอยู่ใต้พื้นดินตรงจุดกึ่งกลาง ของภูเขาพอดิบพอดี ชนิดที่ว่าถ้าเจาะลงไปตรงจุดกึ่งกลางของภูเขาจากข้างบน ลงมาข้างล่างในแนวดิ่งแล้ว ก็จะเจอโพรงถ้ำทันที...แต่แผนที่ๆได้จากการสำรวจรังวัด ปรากฎว่าตำแหน่ง ณ ปลายถ้ำ ได้เบี่ยงเบนทางมุมไปทางซ้าย 30 ม. อันเนื่องมาจากความคลาดเคลื่อนทางมุมสะสม มาตั้งแต่ปากถ้ำ รวมกันมาจนถึงปลายถ้ำ และเมื่อนำแผนที่ตัวถ้ำใต้ดินดังกล่าว ไปทำการ Drape/Regist กับตัวแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ในระบบพิกัด UTM (อ้างอิงระยะทางราบ) ดังที่กล่าวข้างต้น ตัวแผนที่ก็จะแสดงตำแหน่ง ปลายถ้ำ เบี่ยงเบนทางมุมไปทางซ้าย 30 ม. (มิได้แสดงตำแหน่ง ปลายถ้ำ ว่าอยู่จุดกึ่งกลางภูเขา) และเมื่อ Pick เอาค่าพิกัดที่ตำแหน่งปลายถ้ำ ไปให้ทีมขุดเจาะ...ท่านว่า เมื่อเจาะลงไปตามตำแหน่งค่าพิกัดนั้นแล้ว จะเจอโพรง  อันเป็นตำแหน่งปลายถ้ำ หรือไม่...
    5.3 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจาก 'จุดตำแหน่ง' ในการอ่านค่ามุม และค่าระยะทาง: ในการทำการสำรวจรังวัดทั่วไป โดยการตั้งกล้องสำรวจฯ อาทิ กล้องอ่านมุม อยู่บนสามขา (Tripod) นั้น จะทำการอ้างอิงตำแหน่งของการรังวัด ทั้งระยะทางและค่ามุมที่อ่านได้ อยู่บนจุดอ้างอิง e.g. หัวหมุด, หัวตะปู ฯลฯ ขนาดเล็ก โดยตัวแกนกล้องฯทางดิ่ง จะตรงกันกับจุดกึ่งกลางของหัวหมุด หรือหัวตะปู พอดี โดยมีความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่งไม่ควรเกิน 1-2 มม. ของการตั้งกล้องฯคร่อมหัวหมุด และเมื่อต้องทำการสำรวจฯแบบ Traversing ที่มีระยะทางไกลๆ มีการตั้งกล้องฯอ่านค่ามุม หลายครั้ง จะพบว่าผลลัพธ์ของการสำรวจฯจะมีค่าความคลาดเคลื่อนทางมุม และระยะทางเกิดขึ้นมา มาก-น้อย จำนวนหนึ่ง...ตัดภาพมาที่ ถ้ำแห่งหนึ่ง ที่ผู้เขียนกำลัง 'ยืนคร่อม' ปลายเทปวัดระยะทาง ในมือถือเข็มทิศ เพื่ออ่านค่ามุม (+มือสั่นเพราะความเหนื่อยล้า สายตาเริ่มเบลอๆ)
* การอ่านค่ามุมผิดไป 1 องศา ต่อระยะทาง 50 ม. จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางตำแหน่ง = 0.873 ม.

>> ท่านทั้งหลาย ที่ได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ท่านคงจะทราบ และตระหนักดีแล้วว่า เมื่อมีผู้ตั้งคำถามว่า หาดพัทยา ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งใด ที่พิกัดใด ในแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมข้างต้น...ผู้เขียน (และรวมไปถึงท่านผู้อ่าน) จึงไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ ทั้งๆที่ ในตัวแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมนั้น ก็ได้แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ตั้งของหาดพัทยา อยู่อย่างชัดเจน...

* ผู้เขียนเคยใช้กล้อง Total Station ประเภท Non-Prism ทำ Traversing ภายในถ้ำ ที่ไม่ลึกมากนัก ยังพบว่ามันมีปัญหามากอยู่ พอสมควร โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง Invisible ซึ่งทำให้ต้องทำการตั้งกล้องฯหลายครั้ง ถ่ายค่ามุม+ระยะทางต่อเนื่องกันไป อีกทั้งการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับอุปกรณ์สำรวจฯ ที่มีน้ำหนัก + ข้อจำกัดของพื้นที่ภายในถ้ำ ที่บางครั้งต้องเรียกว่า ต้องใช้การปีนป่าย รวมไปถึงข้อจำกัดทางด้านแสงสว่าง...มันลำบากพอสมควร


Part III: Cave Surveying (ยุค 4.0)
ในประเด็นนี้ ผู้เขียนให้น้ำหนักไปที่เทคโนโลยี ของเครื่องไม้ เครื่องมือสำรวจฯที่ใช้ในการสำรวจรังวัดภายในถ้ำ ในยุค 4.0 (ผู้เขียนก็ยัง 'งง' อยู่ว่า ชนชาวเราได้ผ่าน ยุค 1.0, 2.0 และ 3.0 มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ปี พ.ศ. ใด ไม่เห็นเคยได้ยิน และอะไรคือตัวชี้วัด 'ที่แท้จริง' ในการก้าวข้ามผ่านแต่ละยุคที่ว่านี้ ซึ่งอยู่ๆ รัฐบาลท่านก็กล่าวว่า 'ชนชาวเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4.0'...ชาวเราก็เออๆออๆ ห่อหมกตามกันไป 'แบบ งงๆ โก๊ะๆ')

ในสายงานสำรวจฯแผนที่ยุคปัจจุบัน มีคำพูดที่ว่า 'Everything Go 3D Anywhere' โดยอุปกรณ์สำรวจฯได้ถูกพัฒนาไปสู่การบันทึกข้อมูลสำรวจฯในรูปแบบ 3 มิติ จำนวนมหาศาล (Point Cloud Data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงลักษณะทางกายภาพ ภูมิสัญฐาน ของพื้นที่สำรวจ ในรูปแบบจำลอง 3 มิติ 'เสมือนจริง'  ซึ่งอุปกรณ์สำรวจฯในกลุ่มนี้ได้แก่ 3D Terrestrial Laser Scanner หรือ เครื่องกวาดสแกนวัตถุ แบบ 3 มิติ ด้วยแสงเลเซอร์ (ผู้เขียนขออนุญาติ บัญญัติศัพท์เอง) ที่ปัจจุบันมีวางจำหน่าย อยู่ในทุกๆ ยี่ห้อของอุปกรณ์สำรวจรังวัดชั้นนำของโลก มากมาย หลายรุ่น หลายเกรด หลายราคา ไล่ตั้งแต่ยี่ห้อโลโซจากมณฑลเซินเจิ้น ไปจนถึง ยี่ห้อไฮโซ อย่าง Trimble
Trimble SX10 ถูกส่งมาปฎิบัติการที่ ถ้ำหลวง
Credited: twitter.com/canselsurvey/status/1015010604178919424

Credited: Dustin Harr

* จะว่าไปแล้ว เจ้าเทคโนโลยีการสแกนวัตถุ แบบ 3 มิติ ด้วยแสงเลเซอร์ ที่ว่านี้ มันก็เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างจะเก่าอยู่พอสมควร (มีใช้กันมานานมากแล้ว) ซึ่งผู้เขียนได้เคยเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ช่วงปี พ.ศ. 2550 ก็พบเห็นเจ้าเครื่องมือฯที่ว่า มีวางจำหน่ายแล้ว...แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ข้างต้น แล้วมีชาวต่างชาติ ได้ให้ความช่วยเหลือ โดยการส่งเจ้าเครื่องมือสแกนเนอร์ ที่ว่านี้มาให้ใช้ (ได้ถูกใช้งานบ้างหรือยัง)...ทำเอาชนชาวเรา ต่างพากัน 'อื้อหืม เยส เยส' กันเลยทีเดียว ด้วยเหตุจากคำกล่าวที่ว่า มันคือเครื่องมือสำรวจฯ 'ตาเทพ' ที่สามารถส่องทะลุกำแพง ผนังถ้ำได้...องค์เทพ รา
Leica C10 (หรือถูกอัพเกรดเล็กน้อย มาเป็นรุ่น P20): ต่อไปนี้ผู้เขียนจะขออนุญาติเรียก เจ้าสแกนเนอร์ รุ่นนี้ว่า 'รุ่นตาเทพ' ก็แล้วกัน ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำรวจรังวัด ในระดับ Hi-Class ราคาแพงระยิบ ระยับ มีความละเอียดทางตำแหน่ง (จุดสแกน) ในระดับ มิลลิเมตร การกวาดสแกนหนึ่งรอบ ได้ข้อมูลจำนวนจุดสแกน 'เป็นล้าน' จุด โดยเจ้าอุปกรณ์ตาเทพ เหล่านี้ นิยมใช้ในการสำรวจรังวัด สแกนวัตถุโครงสร้างงานทางวิศวกรรม และงานทางสถาปัตยกรรม ที่ต้องการความละเอียด+ความถูกต้องสูง ในระดับมิลลิเมตร

Leica Station P20 'รุ่น ตาเทพ'

Credited: www.youtube.com/watch?v=_Q4mBDmZsqo
ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวเอาไว้ข้างต้นว่า แม้แต่การใช้กล้อง Total Station ในงานสำรวจฯถ้ำก็ยังทำให้เกิดความไม่สะดวกอยู่หลายประการ ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ภายในถ้ำ ที่มีสภาพทางกายภาพทั่วไป ที่ต้องก้มๆ เงยๆ ทั้งมุด ทั้งคลาน ต้องปีนป่าย ห้อยโหน โจนทะยาน ลงน้ำ ลุยโคลน ฯลฯ...ผู้เขียน (ส่วนตัว) จึงมิหาญกล้า แบกเอาเจ้า 'ตาเทพ' เข้าไปด้วยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำหนัก (12 กก.) เฉพาะตัวเครื่องฯ และ +10 กก. ทั้งแบตเตอรี่สำรอง ฯลฯ +กล่อง/เคส ซึ่งน้ำหนักรวมๆ น่าจะ +20 กก. และไหนจะขากล้อง (Tripod) ที่ทำจากไม้มีน้ำหนักมาก เข้าไปอีก...ถ้าเกิดพลาดทำตกกระแทกพื้น ขึ้นมาล่ะก็ บอกได้เลยว่างานนี้ มี 'ซี๊ดปาก'..."เสียดายของ" 

ข้อมูลจากการสแกน (Point Cloud Data) ที่ได้นั้น มีความละเอียดสูง (เห็นแม้กระทั่งตัวค้างคา) แต่ก็ต้องแลกมาด้วย ไฟล์ข้อมูลจากการสแกนที่จะมีขนาดใหญ่ (มาก) และนั่นเป็นเหตุให้ต้องจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่มีสเป็ค 'ระดับเทพ' ตามไปด้วย ในการประมวลผลข้อมูล (ถ้าใช้คอมฯตามบ้าน หรือตามสำนักงานทั่วไป ทำงานกับข้อมูลสแกน เหล่านี้...คำว่า 'อืดเป็นเรือเกลือ' ก็ยังเร็วเกินไป)

การใช้เครื่องมือสำรวจฯ 3D Terrestrial Laser Scanner ข้างต้น มีข้อจำกัดที่สำคัญ ต่อการใช้ในงานสำรวจฯ 'ภายในถ้ำ' คือ
1. น้ำหนักของอุปกรณ์ ส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายภายในถ้ำ
2. ในสภาวะการณ์ 'ที่มีการบดบัง' (ในถ้ำส่วนใหญ่ มักจะมีลักษณะทางกายภาพ เป็นเช่นนั้น) อยู่ในแนวสแกน ผู้ควบคุมอุปกรณ์ฯ จำเป็นจะต้อง 'ย้าย' หรือเพิ่มจำนวนจุดตั้งเครื่องมือฯ เพิ่มมากขึ้น และนั่นคือ 'เวลาที่ต้องใช้เพิ่มมากขึ้น'
3. ขนาดของข้อมูล ที่มีขนาดใหญ่ (งานสแกนบ้านหลังเล็กๆ ไฟล์สแกนที่ได้จากการสำรวจฯยังมีขนาดใหญ่ในระดับ Gigabyte)
4. ต้องจัดให้มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่มีสเป็คสูง เพื่อใช้ในการประมวลผลข้อมูล
5. ราคาแพง (หลายล้านบาท)

Put The Right Equipment into The Right Job
>> ปัญหาในเรื่องข้อจำกัดที่สำคัญ 5 ประการ ข้างต้น ได้กลายมาเป็นเรื่อง 'ชิลๆ' เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสได้ใช้เจ้าอุปกรณ์ ที่มีชื่อว่า GeoSLAM ZEB1 ซึ่งในทรรศนะของผู้เขียน นี่คืออุปกรณ์ Mobile Mapping Scanner ที่เหมาะสม ในการใช้ในภารกิจสำรวจฯสภาพทางกายภาพของตัวถ้ำ มากกว่าเจ้าตัวตาเทพ ตัวอ้วนๆทั้งหลาย ข้างต้น
GeoSLAM ZEB1
Credited: www.youtube.com/watch?v=NekVHJAzPh4

>> ผู้เขียน เคยได้รับโอกาสในการใช้งาน เจ้าตัว GeoSLAM ZEB1 ที่ว่านี้ เมื่อ 2-3 ปีก่อน (เท่าที่ทราบ น่าจะเป็นเพียงผู้เดียวในประเทศสารขัณฑ์ ณ เวลานี้) ซึ่งผู้เขียน (ส่วนตัว) มีความประทับใจในความสามารถทางด้านการ Scanning/Processing ซึ่งสามารถตอบโจทย์ 5 ประการ ข้างต้น ได้เป็นอย่างดี 
1. น้ำหนัก: อุปกรณ์ทั้งหมด มีน้ำหนักรวม ประมาณ 3.5 กก. และถูกบรรจุอยู่ในรูปของเป้สะพายหลังใบเล็กๆ ซึ่งสะดวกต่อการนำพา เคลื่อนตัวไปยังที่ต่างๆภายในถ้ำ มากกว่า 'การถือ/แบก' อุปกรณฯที่มีลักษณะเป็นกล่อง และมีน้ำหนักมาก และที่สำคัญ 'มันไม่ต้องใช้ขาตั้ง 3 ขา (Tripod)'
2. ปัญหาในเรื่อง การบดบัง Line of Sight (Invisible): สิ่งกีดขวางใดๆ ในแนวสแกน สามารถถูกขจัดออกไปได้ เพียงแค่ 'เดินอ้อมไปอีกด้าน' แบบชิลๆ ไม่ต้องเสียเวลามา Setup 3 ขา (Tripod) เพื่อตั้งอุปกรณ์+เซ็ตค่าอุปกรณ์ใหม่ ให้เมื่อยตุ้ม (ประเด็นนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องของ 'เวลาที่เพิ่มขึ้น' ที่ชนชาวสำรวจรังวัด ต่างทราบกันดี)
3. ขนาดข้อมูล: การกวาดสแกน 1 ครั้ง จะสร้างจุดสแกนจำนวน 42,000 จุด ซึ่งมีจำนวน 'น้อยกว่า' ข้อมูลจากเครื่องมือสำรวจฯ 'ตาเทพ' ข้างต้น ฉะนั้นความละเอียดของพื้นผิว จึงมีความละเอียดน้อยกว่า...ในประเด็นนี้ ต้องย้อนกลับไปดูที่วัตถุประสงค์ของการสำรวจฯถ้ำ โดยวิธีการใช้การสแกน เพื่อสร้างแผนที่ 3D ของตัวถ้ำว่า ชาวเราจำเป็นที่จะต้องเห็นรายละเอียด ถึงขนาดระบุได้ว่า ตรงไหนเป็นส่วนหัว ตรงไหนเป็นส่วนหางของตัวค้างคาว ในระดับ มิลลิเมตร หรือไม่...ผู้เขียนขออนุญาติตอบเลยว่า 'ไม่มีความจำเป็น' ที่จะต้องเห็นรายละเอียดของพื้นผิว ในระดับที่สามารถแยกแยะได้ว่า ก้อนไหนคือเม็ดกรวด ก้อนไหนคือเม็ดทราย ภายในถ้ำ...ด้วยเหตว่า ข้อมูลจุดสแกนมีจำนวนน้อย จึงทำให้ขนาดข้อมูลมีขนาดเล็ก ตามไปด้วย
4. สเป็คของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์: ในการประมวลผลข้อมูล Point Cloud ที่ได้จากการสแกนด้วยเครื่องมือสำรวจฯ GeoSLAM ZEB1 นั้น คอมพิวเตอร์ ที่มีศักยภาพอยู่ในระดับปานกลาง ก็สามารถทำงานกับข้อมูล Point Cloud เหล่านี้ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากขนาดข้อมูล มีขนาดเล็ก
5. ราคา: ถ้าเปรียบเทียบกับเจ้าตัวตาเทพ ข้างต้นแล้ว มีราคาถูกกว่ากัน 'ครึ่งต่อครึ่ง'

* ในช่วงปีก่อน ทาง GeoSLAM ได้ออกจำหน่ายเครื่องมือสำรวจฯมาอีก 1 รุ่น นั่นคือ รุ่น ZEB-REVO ซึ่งมีจุดต่างที่สำคัญ กับรุ่นก่อนหน้านี้ (ZEB1) นั่นคือ การมี 'หัวสแกน' ที่หมุนสแกนได้เองอัติโนมัติ (รุ่น ZEB1 ต้องอาศัยการเดินแกว่งไป แกว่งมา) ทั้งนี้ตัวรุ่น ZEB-REVO ยังมาพร้อมกับจอมอนิเตอร์ ที่สามารถเห็นข้อมูลการสแกนแบบ 3D Real Time 
GeoSLAM ZEB-REVO
Credited: www.youtube.com/watch?v=rCABeUVTvhI


Credited: www.youtube.com/watch?v=Oe2iixSczNc
* การใช้เครื่องมือสำรวจฯ 3D Scanner ทั้งในกลุ่มตาเทพ และกลุ่ม Mobile Mapping เหล่านี้ ยังต้องอาศัยองค์ประกอบร่วมทางด้านการสำรวจฯอื่นๆ อาทิ งาน Control Target ซึ่งผู้เขียนขออนุญาติไม่ลงลึกในรายละเอียด


Part IV: Cave Survey Database
ชนชาวเราได้รับบทเรียนจากวิกฤตการณ์ถ้ำหลวง ข้างต้น และมันคือ Lessons Learned ที่สำคัญ ที่สอนให้ชนชาวเรารู้ว่า เรามีศักยภาพที่ดีเลิศ ทางด้านใด (มีอาหารการกินที่สมบูรณ์หน้าถ้ำ น้ำจิตน้ำใจ และการอาสาสมัครฯ) และเรายังขาดศักยภาพทางด้านใด (ยังขาดอีกหลายด้าน) 

โดยในประเด็นเรื่องการสำรวจฯแผนที่ตัวถ้ำ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ประเทศสารขัณฑ์ ชาวเรายังอยู่ในภาวะที่ 'ขาดแคลน' ศักยภาพทางด้านนี้ การมีแผนที่ตัวถ้ำที่ 'สมบูรณ์' ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งของ Feature ต่างๆภายในถ้ำ, ทิศทาง การวางตัวของโพรงถ้ำ, รูปร่าง และขนาด ที่สามารถอ้างอิงกับระบบพิกัดทางภูมิศาสตร์สากล บนพื้นผิวโลกได้ รวมไปถึงงานทางระดับของถ้ำ ที่สามารถทำการวิเคราะห์ทิศทางการไหลของน้ำ จากตำแหน่งหนึ่ง ไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งภายในถ้ำ ทางเข้า-ทางออกของกระแสน้ำ และสามารถคำนวณหาปริมาตร 'น้ำค้างถ้ำ' ได้ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งในประเด็นนี้ คือการนำ 'ข้อมูลการสำรวจฯถ้ำในรูปแบบ 3 มิติ' ที่ได้จากการสแกน ไปบูรณาการเข้ากับซอฟแวร์ทางด้านสารสนเทศน์ (GIS) หรือซอฟแวร์ทางด้าน River Flow Analysis

คำถามที่ว่า หาดพัทยาอยู่ที่ไหน จะเจาะตรงไหน ที่ความลึกเท่าไหร่ ถึงจะเจอตำแหน่งที่ต้องการ หรือมีมวลน้ำ เข้า-ออก ทางไหน ต้องสูบออกที่ตำแหน่งใด มีจำนวนปริมาตรเท่าไหร่ หรือมีน้ำค้างถ้ำ (ไม่มีทางไหลออก) อยู่ที่ตำแหน่งใด มีความลึกเท่าไหร่ ปริมาตรจำนวนเท่าไหร่ มีภาพตัดขวาง ตามยาว-ตามขวางของถ้ำ เป็นอย่างไร ตรงไหนคือสถานที่วิกฤต ฯลฯ...คำถามเหล่านี้ จะถูกตอบได้อย่าง ชิลๆ เมื่อมีข้อมูลตัวถ้ำในรูปแบบ 3 มิติ ที่สมบูรณ์


หมายเหตุ:
* บทความนี้ มิใช่บทความทางวิชาการ แต่เป็นเพียงการแสดงทรรศนะทางด้านงานสำรวจฯแผนที่ ต่อวิกฤตการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ เวลานี้ โดยมุ่งเน้นตอบคำถาม น้องๆ มิตรสหายในสายงานสำรวจฯแผนที่/ภูมิศาสตร์ และมิตรสหายชนชาว GeoTech
* ยังมีประเด็นรอง ยิบย่อย หยุมหยิมในแต่ละ Part ที่ผู้เขียนขออนุญาติไม่ลงในรายละเอียด ด้วยเหตุว่าจะทำให้บทความนี้ มีความยาวยืด เยิ่นเย้อ เกินไปมาก
* บทความนี้ มิใช่บทความขายสินค้า เพราะว่าผู้เขียนไม่มีสินค้าที่จะขาย จะมีก็แต่ความรู้ และประสบการณ์ ที่ผู้เขียนอยากจะถ่ายทอดวิธีการใช้งาน และให้คำปรึกษา สำหรับเครื่องมือสำรวจฯ GeoSLAM ไปยังท่านผู้สนใจ ที่อยากจะศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยี ดังกล่าว

** กระแสธารแห่ง Drama ได้ถูกเสพ ซึมซาบเข้าไปอยู่ในทุกวงการ ในสารขัณฑ์ประเทศ อยู่ ณ เวลานี้...จนบางครั้งที่ชนชาวเราต่าง ละเลย หรือมองข้าม 'ตรรกะแห่งความเป็นจริง และหลักการแห่งความถูกต้อง' โดยนำอารมณ์ และความรู้สึกส่วนตัว ไปใช้เป็นไม้บรรทัด ตัดสิน เรื่องราว Drama ต่างๆเหล่านั้น ว่าถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง...ในสายงานสำรวจฯแผนที่/ภูมิศาสตร์ ก็เป็นอีกวงการหนึ่ง ที่มีกระแส Drama เหล่านั้นไหลวนเวียนอยู่ แต่ก็เป็นได้เพียงกระแสธาร เฉกเช่น 'คลื่นแซะขอบฝั่ง' มิอาจไหลเวียนเข้าไปสู่ภายในได้ อันเนื่องมาจาก...ศาสตร์ หรือองค์ความรู้ทางด้านงานสำรวจฯแผนที่/ภูมิศาสตร์ นั้น คือหลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถตรวจสอบได้ มีหลักการทางคณิตศาสตร์เรขาคณิต เป็นกฎเกณฑ์ตรวจสอบความถูกต้อง...ซึ่งการที่จะนำ 'อารมณ์ และความรู้สึก' มาตัดสินว่า มันถูกต้อง หรือมันไม่ถูกต้องนั้น...ใช้ไม่ได้กับศาสตร์แห่งนี้
จะเลือกงานสำรวจฯถ้ำในยุค 4.0 หรือจะยังคงไว้ซึ่งงานสำรวจฯถ้ำ ในยุค 0.4

geospatialjs@gmail.com
Author supported to Land Surveyors United